ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทุ่มเทแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติอย่างเต็มที่ ก็ไม่มีทีท่าว่า
จะสามารถพลิกฟื้นคืนดีได้ดังเดิม
ท่ามกลางชีวิตที่สิ้นหวังและสิ้นทางเดิน พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงนำแสงสว่างแห่งชีวิตมาสู่ประชาชน
โดยพระราชทานแนวทางพัฒนาประเทศ มีวิถีชีวิตแบบ
เศรษฐกิจพอเพียง และนำ “ทฤษฎีใหม่” มาใช้ ดังความ
บางตอนในพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
ว่า
“...ทำทฤษฎีใหม่ เพื่อที่จะให้ประชาชนมีโอกาสทำ
เกษตรกรรมให้พอกิน ถ้าน้ำมีพอดีในปีไหน ก็สามารถที่จะ
ประกอบการเกษตร หรือปลูกข้าวที่เรียกว่านาทีได้ ถ้าต่อ
ไปในหน้าแล้ง น้ำมีน้อย ก็สามารถที่จะใช้น้ำที่กักไว้ในสระ
เก็บน้ำของแต่ละแปลงมาทำการเพาะปลูก แม้แต่ข้าวก็ยัง
ปลูกได้ ไม่ต้องไปเบียดเบียนชลประทานระบบใหญ่ เพราะ
มีของตัวเอง แต่ก็อาจจะปลูกผักหรือเลี้ยงปลา หรือท่า
อะไรอื่น ๆ ก็ได้ ทฤษฎีใหม่นี่มีไว้สำหรับป้องกันความ
ขาดแคลน ในยามปรกติก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้น ในยามที่มี
อุทกภัย ก็สามารถที่จะฟื้นตัวได้เร็ว โดยไม่ต้องให้ทาง
ราชการไปช่วยมากเกินไป ทำให้ประชาชนมีโอกาสพึ่ง
ตนเองได้อย่างดี..."
“เศรษฐกิจแบบค้าขาย ฝรั่งเขาเรียก Trade Economy
ไม่ใช่แบบพอเพียง ซึ่งฝรั่งเขาเรียก Self - Sufficient
Economy ถ้าเราทำแบบที่ไหนที่ทำได้คือเศรษฐกิจพอเพียง
กับตัวเอง เราก็อยู่ได้ไม่ต้องเดือดร้อน.....
รู้ว่าท่านทั้งหลายกำลังกลุ้มใจในวิกฤตการณ์ ตั้งแต่
คนที่มีเงินน้อย จนกระทั่งคนที่มีเงินมาก แต่ถ้าสามารถที่
จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบ
พอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง
อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็สามารถที่จะอยู่ได้
การแก้ไขจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดย
มากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ว่า
ถ้าหาตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไข
ได้………….
(ความบางตอนในพระราชดำรัส
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐)
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
ได้อธิบายถึงการปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดำรงชีวิตสนอง
พระราชดำริเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง “ว่าให้กลับมาสู่
พื้นฐานเดิมที่เรามีอยู่ และมีความสุขมาตลอด โดยมีความ
คิดหวังว่าอย่าอยู่ให้เกินตัว ถึงเวลาแล้วคนที่อยู่ข้างบนจะ
ต้องไปช่วยคนที่อยู่ข้างล่าง แม้กระทั่งอยู่ในกรุงเทพฯ คน
ซื้อที่ดินเก็บไว้ หวังว่าราคาจะขึ้น ขายได้ร่ำรวย แล้วเวลา
นี้ก็ขายไม่ออก ราคาตก อย่างที่ดินบริเวณถนนพระรามเก้า
เป็นที่ที่ไม่ดีเลย เป็นที่ทิ้งวัสดุก่อสร้าง แต่พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชดำริให้ปรับปรุงดิน นำมาปลูก
พืชผักปลอดสารพิษ ช่วยให้ชาวบ้านแถบนั้นมีงานทำมีรายได้
ชาวกรุงเทพมหานครที่มีผักปลอดสารพิษบริโภค เท่ากับได้
มีส่วนรับภาระสังคมไปส่วนหนึ่งแล้ว....”
จากเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวสู่ชีวิตพอเพียง คือชีวิต
ตั้งอยู่บนความพอมีพอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย มุ่งพัฒนา
ประเทศไปสู่ความก้าวหน้ารุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สู่สังคม
ของการให้และการแบ่งปัน ทรัพยากรธรรมชาติชนิดใดควร
ต้องสงวนรักษาไว้ใช้ในอนาคตหากมีความจำเป็นต้องนำมาใช้
ก็ต้องใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม ผลประโยชน์
ตกอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีการกระจายราย
ได้ที่ดี บริหารการใช้ปัจจัย ๔ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการ
ดำรงชีวิตจริงๆ หากใช้เกินความพอเพียงและไม่เกิด
ประโยชน์เท่าที่ควร ทรัพยากรในประเทศของเราก็เกิดการ
ขาดแคลนอย่างที่ไม่น่าจะเป็น เช่น ขาดแคลนแหล่งน้ำ
ประสบภาวะแห้งแล้ง เนื่องจากว่าป่าไม้ต้นน้ำลำธาร ถูก
โค่นทำลายจากความเห็นแก่ตัวของผู้มีอำนาจมีอิทธิพลแต่
ขาดคุณธรรมความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง
เศรษฐกิจการค้าของประเทศตกต่ำลงมาก
เพราะคนในสังคมมุ่งทำธุรกิจการค้าที่
แข่งขันหาความร่ำรวยใส่ตัวอย่างเดียว
ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบว่า จะนำความ
เดือดร้อนมาสู่สังคมหรือไม่ จนก่อผลให้
เกิดมลพิษสิ่งแวดล้อมไม่ดีตามมาอย่าง
ชีวิตพอเพียง จึงหมายถึงความ
พอดีของสังคม มีความพอมีพอกินและมี
มากมาย
๒๒. จ า ย ร กันวาคม ๕๖