ข้อความต้นฉบับในหน้า
"ธรรมดาผู้ไปปราบโจรในปัจจันตประเทศนั้น
ศพพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น และมีกระแสรับสั่งให้เผดียงสงฆ์
ย่อมฆ่าเสียซึ่งโจรทั้งหลาย ผู้ไม่กระทำตามพระราชบัญญัติ ทั้งหมดมาประชุมพร้อมกัน ทรงมีคำถามไต่ถามพระสงฆ์
ย่อมได้รับโทษถึงซึ่งความตาย ในเรื่องของพระภิกษุก็เช่น
กันหากผู้ใดไม่กระทำตามพระราชบัญชาก็จักต้อง
หมายความเช่นเดียวกัน”
เมื่อได้ฟังสหายเช่นนั้นก็พลันรีบไปยังพระอาราม
บอกให้พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกันและจึงประกาศ
พระราชสาส์น
“ข้าแต่พระสงฆ์ทั้งปวง ! ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
จงพร้อมใจทำอุโบสถร่วมกัน ตามพระบรมราชโองการที่
ข้าพเจ้าประกาศนี้ หากผู้ใดไม่กระทำตามผู้นั้นก็จะถึงซึ่ง
ความตาย”
ฝ่ายคณะสงฆ์ผู้ยึดมั่นในพระธรรมวินัยไม่ยอมทำตาม
ก็ถูกอำมาตย์เอาดาบตัดศีรษะพระมหาเถระ ซึ่งนั่งอยู่บน
อาสน์อันดับแรก เสียขาดกระเด็น แล้วก็ขู่ตะคอกถามพระ
เถระองค์ที่สองรองลงมาว่า “จะกระทำการอุโบสถ
สังฆกรรมร่วมกันหรือไม่ ?” เมื่อพระเถระองค์ที่สองตอบว่า
“ไม่ได้ อาตมาจะร่วมกับพวกอลัชชีเดียรถีย์ไม่ได้” ศีรษะ
ของท่านก็ขาดกระเด็นไปอีกองค์หนึ่งเพราะฝีมือของ
อำมาตย์โง่ ขณะนั้นพระติสสเถระ ผู้เป็นพระอนุชาแห่งองค์
สมเด็จพระราชา ซึ่งนั่งอยู่ในอาสน์อันดับสุดท้ายเห็นดังนั้น
ก็รีบลุกขึ้นมานั่งขวางหน้าพระเถระอันดับต่อไป อำมาตย์
เมื่อเห็นดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นพระอนุชาก็มิกล้า
กระทำการตัดศีรษะเหมือนพระสงฆ์องค์อื่นได้ จึงระงับ
อธิกรณ์ตามประสาบ้าเลือดแห่งตนไว้เพียงนั้น ด้วยเกรง
พระบารมี เพราะก่อนนั้นท่านดำรงพระยศ เป็นถึงสมเด็จ
เจ้ามหาอุปราช พอสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชได้
ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้วไม่นาน ท่านก็กราบ
ถวายบังคมทูลลา ผนวชอยู่ในสำนักแห่งพระธรรมรักขิต
เถรเจ้าพร้อมกับผู้เป็นข้าผู้จงรักภักดีหลายคนจนกระทั่งถึง
วันเกิดเหตุใหญ่นี้ ฝ่ายอำมาตย์เมื่อกลับจากอารามใหญ่และ
กราบทูลพระราชาธิบดีถึงเรื่องที่ตนได้กระทำไว้แล้ว
ทำให้พระราชาเกิดความวิตกในพระทัยเป็นยิ่งนัก ด้วยเหตุ
ที่พระองค์เลือกใช้คนโง่ให้กระทำการ จึงเกิดเหตุร้าย
ผิดพลาดกลายเป็นก่อบาปอันใหญ่หลวง พระองค์รีบเสด็จ
ไปยังพระอาราม ทรงรับเป็นพระราชภาระจัดการฌาปนกิจ
ถึงปัญหาที่ปักแน่นในใจว่า
“เหตุเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นความเข้าใจผิดของอำมาตย์
ที่รับคำสั่งมาแต่ตัวโยมให้มาระงับอธิกรณ์ ช่วยเกลี้ยกล่อม
ให้สามัคคีกัน ด้วยความเคารพบูชาในบวรพระศาสนา แต่
อำมาตย์กลับพฤติการประหนึ่งคนบ้า เที่ยวฆ่าฟันพระทั้งปวง
โยมนี้เป็นทุกข์นัก เกรงว่าจะได้บาป จึงใคร่ถาม
พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงว่า บาปกรรมที่กระทำลงไปแล้วในครั้ง
นี้ จะตกอยู่แก่โยม หรือว่าจะตกอยู่แก่อำมาตย์ผู้โง่เขลานั่น
แต่ผู้เดียว ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายได้โปรดเมตตากรุณา
บอกให้โยม ผู้กำลังทุกข์หนักนี้ทราบด้วยเถิดเจ้าข้า”
ข้อกังขาของพระราชาในครั้งนี้เป็นที่ถกเถียงกันในที่
ประชุมสงฆ์เป็นอันมาก จนกระทั่งเกิดความคิดแตกแยก
ออกเป็น ๒ ฝ่าย ก็ยิ่งทรงมีพระวิตกเป็นทุกข์และมีความ
สงสัยเป็นหนักหนา ในที่สุดจึงตรัสถามพระสงฆ์ทั้งปวงนั้น
ว่าในพระศาสนาเวลานี้ มีพระภิกษุรูปใดที่เป็นผู้ปรีชา
สามารถในพระไตรปิฎกหรือไม่? พระสงฆ์ทั้งหลายพร้อม
ใจกันถวายพระพรว่า
“มหาบพิตรพระราชสมภาร!
เห็นมีอยู่แต่
พระเดชพระคุณ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระแต่เพียงผู้เดียว
เท่านั้นที่มีปัญญาปราดเปรื่อง สามารถจะตัดความสงสัย
แห่งมหาบพิตรได้ในครั้งนี้ แต่ท่านมิได้อยู่ที่นี่ ท่านได้หลบ
ไปเจริญวิเวกสมาบัติอยู่ ณ อโธตังคบรรพตโน้น”
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระธรรมาโศกราชจึงได้อาราธนา
พระมหาเถระผู้เป็นพระธรรมกถึก และเลือกอำมาตย์
ผู้เชี่ยวชาญทางการทูต ให้เดินทางไปอาราธนาพระโมคคัล
ลีบุตรติสสเถระ ถึง ๓ ครั้ง โดยครั้งแรกจัดให้มีพระมหาเถระ
๔ รูป อำมาตย์ ๔ คน ก็ได้รับคำปฏิเสธ ครั้งที่ ๒ จัดให้มี
พระมหาเถระ 4 รูป อำมาตย์ ๘ คน ท่านก็ยังคงไม่ยินดีที่
จะมาไขปัญหา และสุดท้ายพระราชาก็ได้ประชุมปรึกษา
หารือกับคณะสงฆ์จนเห็นพ้องต้องกันว่า การที่เรา
อาราธนาครั้งก่อนคงใช้คำพูดไม่ถูกต้องเป็นแน่ ท่านจึงไม่
รับการนิมนต์ในครั้งก่อน คราวนี้คงต้องอาราธนาว่า
“การที่เป็นเช่นนี้ เหตุสำคัญอยู่ที่คณะทูตผู้ไปนิมนต์
พอไปถึงก็เข้าไปอาราธนาท่านว่ากษัตริย์รับสั่งให้หา ท่าน
กัลยาณมิตร ธันวาคม ๒๕๕๒ ๕๕