ข้อความต้นฉบับในหน้า
กา ธัมมา
สตปุญญลักขณธรสส
นั่นคือ พระพุทธโฆสาจารย์ ท่านเกิด
ใกล้กับพุทธคยา ประเทศอินเดีย (ในราว
พ.ศ. ๙๐๐) ภายหลังได้เดินทางไปลังกา
เพื่อแปลอรรถกถาจากภาษาสิงหลเป็น
ภาษามคธ (บาลี) ให้เราได้ศึกษาภาษาบาลี
กันได้ง่ายขึ้น และคำว่า “ธรรมกาย” ก็ได้
ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาที่ท่านรจนา (แต่ง) ขึ้นหลายแห่ง
ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอไว้ดังนี้
๑
ตาย ธมฺมกายสมบัตติ
“ชิเตหิ อภิคมนี
๑. คำว่า “ธมฺมกายสมบัตติ” ปรากฏข้อความซ้ำกันใน
อรรถกถา ๔ แห่ง คือ (๑) อรรถกถา พระวินัย ชื่อ สมัน
ตปาสาทิกา ภาค ๑ หน้า ๑๓๒ (๒) อรรถกถา ขุททกนิกาย
ขุททกปาฐะ ชื่อ ปรมัตถโชติกา ๑๗/๑/๙๕ (๓) ปกรณ์
พิเศษ ชื่อ วิสุทธิมรรค ภาค ๑ หน้า ๒๗๐ และ (๔) อรรถกถา
ขุททกนิกาย มหานิทเทส ชื่อ สัทธัมมปัชโชติกา (เล่มนี้
แต่งโดยพระอุปเสนะ) ๔๕/๕๐/๒๖๓ มีข้อความดังนี้
อาห เจ ถ
ภคคราโค ภาคโทโส ภงฺคโมโห อนาสโว
ภคคสส ปาปกา ธมมา ภควา เตน วุจฺจตีติ
ภาคยวตาย จส สดปุญญลักษณธรสุส รูปกายสมบัตติ
ที่ปิดา โหติ ภคคโทสตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติ ฯ
คำแปล : อนึ่ง ในตอนนี้ท่านกล่าวไว้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงหักราคะได้แล้ว
ทรงหักโทสะได้แล้ว ทรงหักโมหะได้แล้ว หาอาสวะมิได้
ธรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงหักเสียแล้ว
เพราะเหตุนั้น จึงเฉลิมพระนามว่า “ภควา
ก็ความถึงพร้อมด้วยรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ผู้ทรงบุญลักษณะนับร้อย ย่อมเป็นอันท่าน
แสดงแล้ว ด้วยความที่พระองค์ทรงมีพระกายสมส่วน
ความถึงพร้อมแห่งพระธรรมกาย ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้ว
ด้วยความที่พระองค์ทรงหักโทสะได้แล้ว
ขยายความ : คำว่า ธมฺมกายสมฺปตฺติ แปลว่า ความถึงพร้อม
หรือความสำเร็จแห่งพระธรรมกาย หมายถึง เข้าถึงกาย
อันเป็นโลกุตตระ คือ ธรรมกายพระโสดาบัน พระสกิทาคามี
พระอนาคามี และพระอรหัตอย่างพร้อมบริบูรณ์ เพราะ
อาศัยอริยมรรคญาณหัก คือทำลายธรรมที่มีโทษทั้งหมดได้
เป็นลำดับและสำเร็จอย่างเด็ดขาด พระอรรถกถาจารย์จึง
กล่าวว่า “ภคคโทส” คือ หักโทษทั้งปวง
ได้แล้ว มิได้หมายเพียงหักโทสะได้อย่าง
เดียวเท่านั้น แต่หมายรวมอกุศลมูล
ทั้งหมด คือ ทั้งราคะ โทสะ และโมหะ
ซึ่งเป็นรากเหง้าของธรรมที่มีโทษทั้งมวล
ราม พระองค์ก็ทรงหักทำลายได้อย่าง
เด็ดขาดแล้ว
อีกนัยหนึ่ง ที่ท่านยกโทสะเป็นประธาน เพราะโทสะ
เป็นกิเลสที่มีอาการปรากฏชัดรู้ได้ง่าย เช่น คนที่โกรธแล้ว
ย่อมแสดงอาการทางกายบ้าง ทางวาจาบ้างให้ปรากฏ ทาง
กาย เช่น มีสีหน้าบึ้งตึง หน้าแดงตาแดงกร่ำ ทำร้ายตน
หรือผู้อื่นด้วยกายบ้าง ทางวาจา เช่นด่า บริภาษผู้อื่นบ้าง
ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาตว่า
“คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็นทุกข์ ถือเอา
สิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว แต่กลับปฏิบัติสิ่งอันไม่เป็น
ประโยชน์
ทำปาณาติบาตด้วยกายและวาจา...
คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดาของตนก็ได้
ฆ่าพระขีณาสพก็ได้
ฆ่าปุถุชนก็ได้... เป็นต้น
อนึ่ง ท่านยกโทสะเป็นประธานก็จริง ถึงกระนั้นก็ยัง
คงหมายเอาถึงกิเลสทั้ง
๓ ตระกูล คือ ทั้งราคะ โทสะ
และโมหะอยู่นั่นเอง คนจึงแสดงความโกรธ ให้ปรากฏเห็น
ได้ชัด ดังที่ตรัสไว้ในจัณฑสูตร ในสังยุตตนิกาย สฬายตน
วรรค ว่า
“คนที่ยังละราคะ... ละโทสะ... ละโมหะไม่ได้ เมื่อถูก
คนอื่นยั่วให้โกรธ ย่อมแสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึง
นับได้ว่าเป็นคนดุ"
ก็กิริยาเหล่านี้ที่แสดงถึงความเป็นผู้ยังละธรรมอันมี
โทษ คือ ราคะ โทสะ และโมหะ หาได้มีแก่พระผู้มีพระภาค
เจ้าผู้พร้อมมูลด้วยธรรมกายดังกล่าวไม่ ฉะนั้น พระองค์จึง
ทรงได้เนมิตตกนามว่า ภควา อันเป็นพระนามในอรหัตผล
ในลำดับแห่งอรหัตมรรค เพราะทรงหักธรรมที่มีโทษ
ทั้งหลายได้ด้วยอรหัตมรรคญาณของธรรมกายด้วยประการ
ฉะนี้
(จบ ธมฺมกายสมฺปตฺติ ตอนที่
กัลยาณมิตร ธันวาคม ๒๕๕๒ ๘๕