ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ยายโชคดี ที่ตอนแก่ ยายยังพอมีสมบัติอยู่บ้าง
แล้วยายก็มีศรัทธา ไม่หลงๆ ลืมๆ เรื่องทำบุญ แต่ที่โชคดี
ที่สุดก็คือ ยายยังได้มีโอกาสทำบุญกับพระเยอะๆ ทั้งประเทศ
เงินก้อนนั้น คงเป็นการทำบุญครั้ง
สุดท้ายในชีวิตของยาย ยายมา
คิดถึงตลอดเวลาที่ผ่านมา ถ้าย้อน
กลับไปได้ ยายอยากจะเอาเวลาที่
มีไปทำบุญกับวัดต่างๆ ให้มากที่สุด
เพราะตอนนี้ ยายรู้แล้วว่า ยาย
เอาสมบัติอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย
ยายเอาไปได้แต่บุญเท่านั้น ยายดีใจ
ที่ทำบุญครั้งนี้ครั้งเดียวก็มากกว่าที่
ยายได้ทำมาทั้งชีวิต เท่านี้ยายก็
นอนตายตาหลับแล้ว"
ในที่สุดเวลาก็หมดลง ยาย
จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ณ มุมเล็กๆ
มุมหนึ่งของโลกใบนี้ ซึ่งดูเหมือนว่า
ยายได้บอกลาสังขารที่ใช้งานมา ๔๖
ปี ด้วยการเอาเงินก้อนสุดท้ายใน
ชีวิตถวายแก่พระภิกษุผู้เป็นเนื้อนา
บุญอันยิ่งในโลกนี้ เพียงเท่านี้ยายก็พอใจแล้ว
อาการ “ข้าวคอยฝน” ของคนรักพระพุทธศาสนา
ถ้าใครเคยผ่านทุ่งนา ในช่วงปีที่ฝนแล้ง จะได้เห็นต้น
ข้าวลีบๆ ขึ้นอยู่ตามร่องดินแตก เห็นแดดแผดเผาผืนนา
ถ้ามีศรัทธา มีเนื้อนาบุญ
แต่ไม่มีทรัพย์ก็ทำบุญไม่ได้
ถ้ามีทรัพย์ มีเนื้อนาบุญ
แต่ไม่มีศรัทธา ก็ทำบุญไม่ได้
และแม้มีศรัทธา มีทรัพย์
แต่ไม่มีเนื้อนาบุญก็ทำไม่ได้
จะมีน่าเสียดายตรงที่ว่ายายไม่ได้มีโอกาสฝากเงิน
เพื่อนบ้านมาทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีวัดทั่วประเทศ ครั้งที่ ๒
ที่วัดพระธรรมกาย อีกแล้ว
ชีวิตบั้นปลายที่เหมือน “ข้าวคอยฝน” ของยาย
สะท้อนให้เห็นสัจธรรมตอนสุดท้ายของทุกชีวิตได้อย่างดี
และเพียงพอจะทำให้ใครหลายๆ คน มองเห็นว่า การ
ทำบุญนั้น เป็นเรื่องเร่งด่วนของชีวิต ไม่ใช่ของง่าย เพราะ
ต้องประกอบด้วยความพร้อมทั้ง
ทั้ง ๓ ประการ คือ หนึ่ง ต้อง
มีศรัทธา สอง ต้องมีทรัพย์ สาม ต้องมีเนื้อนาบุญ
ถ้ามีศรัทธา มีเนื้อนาบุญ แต่ไม่มีทรัพย์ก็ทำบุญไม่ได้
อย่างทารุณ รู้สึกได้ถึงลมร้อนที่พัด
ลวกต้นข้าวจนหมดน้ำหล่อเลี้ยง
ข้าวบางต้นจึงต้องถึงกับยืนต้นแห้ง
ตายไปช้าๆ อย่างหมดทางเยียวยา
รักษา นี่คือ ลักษณะของ “ข้าวคอย
ที่รอคอยฝน” ว่า เมื่อไรฝนฟ้าจะ
โปรยปรายความชุ่มฉ่ำ ชุ่มชื้น มา
สู่พื้นผิวดินสักที ชีวิตของต้นข้าวที่
รอความตายอยู่นี้ จะได้มีน้ำ
หล่อเลี้ยงภายในให้ชีวิตได้เติบโตต่อ
ไป เป็นต้นข้าวที่กลับฟื้นคืนมาผลิ
ดอกออกรวง ปรากฏมีเมล็ดข้าวสี
ทองสุกปลั่ง ที่ย้อนกลับมา
แลกเปลี่ยนเป็นรายได้ไว้บรรเทา
หนี้สินให้ชาวนา และบรรเทารักษา
ความหิวโหยให้ชาวโลก
หากจะว่าไปแล้ว ประชาชนผู้
นับถือพระพุทธศาสนาในยามนี้ ก็ไม่แตกต่างจากผืนนาที่
แห้งแล้ง และต้นข้าวที่รอคอยน้ำเท่าไรนัก
เหตุใดจึงเปรียบเทียบพระพุทธศาสนาเหมือนผืนนา
ที่แห้งแล้งน้ำ
เพราะว่าเวลานี้ พระพุทธศาสนาจะต้องเผชิญหน้า
กับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ประชาชนทั่วประเทศประสบ
ปัญหาเรื่องปากท้อง ส่งผลให้ประชาชนผู้มีศรัทธามั่นคง
ขาดแคลนกำลังทรัพย์จะบำรุงพระพุทธศาสนา ทำให้พระ
ภิกษุสามเณรต้องประสบปัญหาความขาดแคลนปัจจัย ๔
อย่างหนัก ทั้งเรื่องอุปกรณ์การศึกษาและอาหารเลี้ยงชีวิต
ซึ่งส่งผลต่อกำลังใจในการจะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย
ถ้ามีทรัพย์ มีเนื้อนาบุญ แต่ไม่มีศรัทธา ก็ทำบุญไม่ได้ เพื่อกลับมาตอบแทนญาติโยมผู้อนุเคราะห์บำรุงต่อไป
และแม้มีศรัทธา มีทรัพย์ แต่ไม่มีเนื้อนาบุญก็ทำไม่ได้
นอกจากนั้น ยังต้องเผชิญหน้ากับการถูกสื่อมวลชน
โชคดีที่ยายได้นำบุญก้อนใหญ่ติดตัวไปแล้ว ไม่ต้องมา สร้างภาพพจน์ที่เสียหายต่อพระพุทธศาสนาด้วยการสร้าง
รับรู้วิกฤตการณ์ทำลายพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นขณะนี้อีก กระแสข่าวทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุผู้
ต่อไป เพราะถึงอย่างไรยายจะต้องไปสู่สุคติอย่างแน่นอน
ตั้งใจอุทิศชีวิตทำงานให้พระพุทธศาสนาอย่างเอาชีวิตเป็น
กัลยาณมิตร ธันวาคม ๒๕๕๒ ๖๕