การเปลี่ยนแปลงในชีวิต วารสารกัลยาณมิตร ปี 2542 ฉบับที่ 12 หน้า 108
หน้าที่ 108 / 132

สรุปเนื้อหา

อะไรมาก แม้ไม่ถูกใจบางคน เพราะเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะ ไม่ชอบใจ และมันเป็นเรื่องของเขา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ลูกอ่านเจอในหนังสือแล้วรู้สึกว่า วิธีการคล้ายๆ กับที่คุณครูเราสอนเลย แต่เรื่องนั้นเป็นของ เด็กต่างประเทศที่เขียนมาลงหนังสือ เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง คุณครูเดินเข้ามา แล้วชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง มันเป็น กระดาษขาวที่มีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง แล้วครูจึงถามนักเรียน ว่า เธอเห็นอะไร นักเรียนจึงตอบว่าเห็นจุดสีดำ คุณครูพูด ว่า แล้วเธอไม่เห็นกระดาษขาวแผ่นนี้หรือ ตอนท้าย นักเรียนคนนั้นเขียนว่า เขาจำเรื่องนี้ได้จนกระทั่งโตเป็น ผู้ใหญ่เลยทีเดียว ลูกคิดว่า เรื่องนี้น่าจะหมายถึง คนส่วน มากมักจะมองเห็นสิ่งไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดี ซึ่งที่จริงแล้ว เรา ควรจะหัดให้เห็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งที่ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาที่เรา มอง

หัวข้อประเด็น

- การเปลี่ยนแปลงในชีวิต

ข้อความต้นฉบับในหน้า

0 อะไรมาก แม้ไม่ถูกใจบางคน เพราะเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะ ไม่ชอบใจ และมันเป็นเรื่องของเขา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ลูกอ่านเจอในหนังสือแล้วรู้สึกว่า วิธีการคล้ายๆ กับที่คุณครูเราสอนเลย แต่เรื่องนั้นเป็นของ เด็กต่างประเทศที่เขียนมาลงหนังสือ เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง คุณครูเดินเข้ามา แล้วชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง มันเป็น กระดาษขาวที่มีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง แล้วครูจึงถามนักเรียน ว่า เธอเห็นอะไร นักเรียนจึงตอบว่าเห็นจุดสีดำ คุณครูพูด ว่า แล้วเธอไม่เห็นกระดาษขาวแผ่นนี้หรือ ตอนท้าย นักเรียนคนนั้นเขียนว่า เขาจำเรื่องนี้ได้จนกระทั่งโตเป็น ผู้ใหญ่เลยทีเดียว ลูกคิดว่า เรื่องนี้น่าจะหมายถึง คนส่วน มากมักจะมองเห็นสิ่งไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดี ซึ่งที่จริงแล้ว เรา ควรจะหัดให้เห็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งที่ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาที่เรา มองคนอื่น หากเรามองข้อดีของเขา เราจะรู้สึกสบายใจ และบรรยากาศรอบข้างจะดีด้วย ลูกคิดว่า คุณครูท่านดี มากที่ได้สอนสิ่งเหล่านี้ให้นักเรียน เพราะตอนเด็ก ๆ จำ อะไรก็จำได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องที่รู้สึกว่าแปลกและ เป็นความรู้ใหม่ แม้ตอนนั้นลูกยังไม่ได้ประทับใจเลยก็ตาม แต่มันยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำจนถึงบัดนี้ และลูกดีใจ ที่ยังจําได้อยู่ค่ะ ช่วงนี้คุณแม่ทำอะไรบ้างคะ แล้วได้นั่งสมาธิไหม ช่วงนี้ลูกต้องพักเป็นส่วนมาก เพราะยังไม่แข็งแรงดีนัก จึงต้องนอนพักอยู่ที่บ้าน แต่พยายามนึกองค์พระอยู่บ้าง และฟังเทปธรรมะ พอช่วงอื่นลูกมักจะเดินเล่นค่ะ ไม่ค่อย ได้นั่งอ่านหนังสือเพราะเกรงว่าจะทำให้เจ็บหลัง จึงเดิน และ ๒ อย่างเดียว ตอนนี้มีหนังสือที่อ่านค้างอยู่ได้อ่านวันละไม่กี่หน้า แต่ลูกไม่รีบร้อนที่จะอ่านหรอกค่ะ คงเป็นที่เนื้อเรื่องด้วย มันเป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ เขียนเกี่ยวกับชีวิตของ ๒ พี่น้อง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1899 ถึง 1945 ลูกอ่านแล้ว รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่รู้เรื่องแบบ พอไปได้ อ่านได้ประมาณ ๑ ใน ๓ เล่ม ถึงช่วง สงครามโลกครั้งที่ กำลังจะจบพอดี รู้สึกว่าไม่น่ามี สงครามเลย เพราะทำให้คนลำบากและมีความทุกข์ และ เปลี่ยนจิตใจของคนให้แข็งกร้าวขึ้น สงครามไม่ว่าแบบเล็ก หรือใหญ่ ลูกว่าไม่ดีทั้งนั้น เพราะมีผลกระทบมาถึงคน เกือบทุกคน โดยเฉพาะคนที่ต้องไปเป็นทหาร สงสัยเป็น ค เพราะอ่านไปก็สงสารและหวาดเสียวไป เลยอ่านได้ทีละนิดค่ะ แต่สาเหตุสำคัญคือไม่อยากนั่งอ่านหนังสือนานๆ มากกว่า หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคน และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว มีบางส่วนที่คล้ายเรื่อง wild swans เหมือนกันค่ะ ลูกอ่านแล้วรู้สึกไม่ชอบความ เปลี่ยนแปลงเลย จากวัยเด็กที่บริสุทธิ์พอโตขึ้นต้อง เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆ รู้จักความทุกข์และความ ปวดร้าวมากขึ้น ซึ่งทำให้เข้มแข็งขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ลูกชอบอ่านช่วงที่ยังเป็นเด็กมากกว่าค่ะ รู้สึกสบายๆ ดี ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตมันก็ดีนะคะ แต่ บางอย่างมันยากที่จะยอมรับเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ แม้กระทั่งตัวเรา ใจของเราย่อมมี การเปลี่ยนเป็นธรรมดา จะไปพยายามยืดยื้ออย่างไรมันก็ ต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะสังขารของคนที่เริ่มอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ มีเพียงธรรมะภายในที่เป็นที่พึ่งได้ ถ้าหากลูกอยู่บนเตียงคน ป่วย คงไม่อยากได้อะไรนอกจากบุญ ซึ่งการทำใจหยุดนิ่ง เป็นทางมาแห่งบุญด้วยเช่นกัน หากชาตินี้ เราไม่ได้ทำความดี ไม่ได้สร้างบุญบารมี คงมีความหวังน้อยสักหน่อยที่ชาติต่อ ไปจะเกิดมาดีได้เท่ากับชาตินี้ เท่ากับว่า เกิดมาชาตินี้ เรา ขาดทุน อย่างน้อยน่าจะให้เสมอตัว และดีที่สุดคือ ได้กำไร ชีวิต ฟังดูเหมือนธุรกิจทางโลก แต่จริงๆ แล้วนำมาเทียบ กันไม่ได้เลยนะคะ เพราะนั่นคือคล้ายของเล่น แต่นี่เป็น เรื่องจริงของชีวิต เป็นการเทียบหลักของความเป็นจริง คือ เมื่อเราสร้างเหตุ เราย่อมได้รับผลด้วย ดังนั้น เมื่อเราสร้าง ความดี เราก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีด้วยเป็นการตอบแทน ลูกคิดว่า ลูกโชคดีที่อย่างน้อยได้รู้เป้าหมายชีวิต รู้ ว่ามีเส้นทางสายกลางให้เดินไป เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า คุณต้องระวังอย่างมาก ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณกำลังจะไปไหน เพราะคุณอาจจะไปไม่ถึงที่หมายก็ได้ อย่างน้อยลูกก็ไม่ต้อง ระวังอย่างมากอย่างไรล่ะคะ แค่ระวังอย่างธรรมดาก็พอ คนที่ไม่รู้ว่า ตนเองกำลังจะไปไหน ชีวิตไม่มีกรอบให้เดิน จึงไม่รู้ว่า ควรจะทำตนอย่างไรถึงจะถูกต้องและปลอดภัย ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สำหรับลูก แม้ว่ารู้บ้างแล้ว แต่ บางครั้งยังเดินแบบสะเปะสะปะบ้างและต้องคอยพิจารณาดูว่า ควรเดินอย่างไรจึงกำลังดีสำหรับตัวเอง ลูกประเมินกำลัง
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More