ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตำรวจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากรัฐยังดำเนินการแก้ไขปัญหา
เมื่อผู้เสพต้องตกเป็นทาสของยาเสพย์ติดอย่างถอน
แบบที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่จะหยุดยั้ง ตัวไม่ขึ้น หากเกิดอาการหิวยาขึ้นมาเมื่อใดก็ต้องหามาเสพ
การเติบโตของธุรกิจการค้ายาอย่างแน่นอน ซึ่งหากเป็น
เช่นนั้นจริง ในไม่ช้าเราอาจจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นนักค้ายา
ก็เป็นได้
มหันตภัยจากยาเสพย์ติด
ผลร้ายที่เกิดขึ้นจากยาเสพย์ติดนอกจากจะทำลาย
สุขภาพและชีวิตของผู้เสพโดยตรงแล้ว ยังเป็นต้นเหตุของ
ปัญหาที่ร้ายแรงตามมาอีกมากมายเช่น อาชญากรรม การ
โจรกรรม อุบัติเหตุ การทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนความสูญ
เสียทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลอันเกิดจาก ค่าใช้จ่ายใน
การป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติด ค่าใช้จ่ายใน
กระบวนการยุติธรรมที่จะเอาผิดกับผู้ค้าและผู้เสพยาเสพย์ติด
ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ติดยา และอื่นๆ อีกมากมายเกิน
จนได้ ยาเสพย์ติดจึงเป็นที่มาของปัญหาโจรกรรมมากมาย
ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เล็กน้อยอย่างการวิ่งราว ไปจนถึงการปล้น
ชิงทรัพย์
ถึงแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายเงินถึงปีละ
๑๗,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ในการปราบปรามยาเสพย์ติด แต่ก็
ยังปรากฏว่าครึ่งหนึ่งของนักเรียนในสหรัฐฯล้วนแต่เคยลอง
เสพยามาแล้วทั้งนั้น เมื่อพิจารณาถึงปริมาณเงินที่ทุ่มลงไป
อย่างมหาศาลในทุกประเทศทั่วโลก เพื่อจัดการกับปัญหา
ยาเสพย์ติด ผลที่ได้รับกลับมาดูไม่ค่อยน่าพอใจเลย
นอกจากการปราบปรามมหันตภัยร้ายนี้ด้วยกำลัง
ทหารและตำรวจแล้ว เรายังมีวิธีอื่นอีกไหม ที่ไม่ต้องสิ้น
เปลืองงบประมาณมากมายแถมยังได้ผลชะงัดกว่า
จากปริมาณอันมหาศาลของเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจการค้ายาดังกล่าว ได้กลายเป็น
สิ่งล่อใจอันหอมหวนให้เกิดมีแก๊งค้ายาผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แม้จะมีกฎหมายที่ลงโทษ
อย่างรุนแรง หรือมีการปราบปรามอย่างหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม ก็มิได้ทำให้บรรดานักค้า
ยาเสพย์ติดเหล่านี้เกรงกลัวเลย
กว่าที่จะกล่าวถึงได้หมด ยังไม่นับความเสียหายอัน
เนื่องด้วยคุณภาพของบุคลากรในชาติซึ่งไม่อาจประมาณค่าได้
การวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกชี้ตรงกันว่าการเสพยา
เสพย์ติดมีผลโดยตรงต่อปริมาณการเพิ่มขึ้นของปัญหา
อาชญากรรมในสังคม มีผู้สำรวจพบว่า ๗๒.๒% ของผู้ที่
ถูกจับใน ๒๐ เมืองในสหรัฐฯมีสารเสพย์ติดในร่างกาย
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯสำรวจจากผู้ต้องหา ๑๒,๐๐๐ คน
พบว่า ๗๕% เคยเสพยาเสพย์ติด และ ๕๖% เพิ่งเสพก่อน
หน้าที่จะถูกจับไม่เกิน ๑ เดือน
การแพร่ระบาดของยาเสพย์ติดในหมู่วัยรุ่น
คงจำกันได้ดีกับนวนิยายและภาพยนตร์ดัง เรื่อง
“น้ำพุ” ของสุวรรณี สุคนธา นักเขียนชื่อดังที่ล่วงลับไปแล้ว
สุวรรณีเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาจากเค้าโครงชีวิตจริงของตนเอง
เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่ขาดความอบอุ่นในครอบครัว
เกิดความสับสนในชีวิตจนต้องหันเข้าหายาเสพย์ติดเป็นที่พึ่ง
และสุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตเพราะยาเสพย์ติดนั่นเอง นั่นเป็น
จุดที่สังคมส่วนใหญ่เริ่มรับรู้ถึงปัญหายาเสพย์ติดในหมู่วัยรุ่น
พ่อแม่เริ่มหันกลับมาสอดส่องดูพฤติกรรมของลูกหลาน
ตนเองว่าจะเข้าข่าย “น้ำพุ” บ้างหรือไม่ แต่กระนั้นความ
สติสัมปชัญญะของคน เมื่อเมายาแล้วความละอายที่เคยมี
รู้สึกว่าปัญหานี้ยังอยู่ไกลตัวก็ยังเป็นความรู้สึกร่วมของพ่อ
อยู่ก็หมดไป ความยับยั้งที่จะไม่ทำผิดศีลธรรมก็เสื่อมไป แม่และผู้ปกครองส่วนใหญ่
จากความทรงจำ ดังนั้นเราจึงได้เห็นเหตุการณ์ที่คนเมายา
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ความรุนแรงของปัญหา
ป้าทำร้ายตนเองหรือบุกเข้าทำร้ายผู้อื่นเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ยาเสพย์ติดในหมู่วัยรุ่นได้กลายเป็นปัญหาหลักของปัญหา
ยาเสพย์ติดนั้นมีฤทธิ์โดยตรงต่อการทำลาย
กัลยาดมิตร ธันวาคม ๒๕๕๖ | ๕๙