ข้อความต้นฉบับในหน้า
สำนักพระอภิธรรม
โดยความจริงแล้ว การปฏิบัติธรรมที่บรรลุผลเป็น
ปฏิเวธธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ดีวิเศษสุด สามารถใช้แก้ไข
ความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง เวลามีเหตุการณ์ไม่พึง
ประสงค์เกิดขึ้น ก็เก็บใจไว้ในศูนย์กลางกายเสีย
ไม่ต้องให้ออกมารับอารมณ์ภายนอก
มา ขนาดเป็นพระอภิธรรม ภาค และพรหม (พระอภิธรรม)
ปริยัติ ก็ได้ช่วยสุขภาพจิตป้าไว้
มากมายจริงๆ เรื่องนี้แหละป้าจะคุย
ให้คุณฟังในครั้งนี้
ในคำสอนอย่างที่ ๒ เรียกว่า
สอนแบบสมมติสัจจะ คือความจริง
ในคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ของเรา แบ่งออกเป็นหลักใหญ่ๆ
อย่าง ที่เรียกว่า พระไตรปิฎก
E
อย่างที่ ๑ เป็นข้อห้ามของ
พระภิกษุ เรียกง่ายๆ ว่า ศีลของพระ
ก็ได้ ต้องเว้นความประพฤติอะไรบ้าง
(พระวินัย)
อย่างที่ ๒ เป็นการเล่าว่า
พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาสอนใคร ใน
หัวข้อธรรมอะไรบ้าง ในโลกมนุษย์
(พระสูตร)
อย่างที่ ๓ ตรัสสอนหลักธรรม
ล้วนๆ ปราศจากการสมมุติแก่เทวดา
โดยสมมุติ เช่น สมมุติเรียกสิ่งนี้ว่าคน
เรียกสิ่งนี้ว่าสัตว์ สิ่งนี้ว่าชื่อนั้นชื่อนี้
แม้แต่คนและสัตว์ก็ยังสมมุติชื่อกำกับ
ย่อยออกไป ซึ่งคำสมมุติเหล่านี้แก้ไข
เปลี่ยนแปลงได้ และถ้าเป็นต่างถิ่น
ต่างภาษา ก็สมมุติไม่เหมือนกัน
ในคำสอนอย่างที่ ๓ เรียกว่า
สอนแบบจริงแท้ๆ ปรมัตถสัจจะ ไม่มี
แปรผันเป็นอย่างอื่น ไม่สมมุติเรียก
ไม่กล่าวว่าเป็นคน เป็นสัตว์ แต่จะ
เรียกสิ่งประกอบแท้จริงลงไปทีเดียวว่า
มีธรรมชาติส่วนที่เป็นรูปร่างกาย และ
ธรรมชาติส่วนที่เป็นนามธรรม คือ
ทางจิตใจ อะไรบ้างมาประชุมรวมกัน
สิ่งเหล่านั้นมีคุณสมบัติหรือทำหน้าที่
อย่างไร
ป้าจะสมมุติตัวอย่างให้ฟังนะคะ
เช่นเราเรียกรถยนต์ยี่ห้อโน้น ยี่ห้อนี้
แบบต่าง ๆ กันไป เช่น รถเก๋ง รถ
บรรทุก รถสิบล้อ รถตู้ ฯลฯ นี่แหละ
เรียกว่า สอนตามพระสูตร (สุตตันต
ปิฎก)
ถ้าเราพูดว่า รถชนิดต่างๆ
นั้นความจริงไม่มี ของจริงมีแต่ เหล็ก
ยาง พลาสติก กระจก ฯลฯ เอามา
ประกอบรวมกันเข้าเท่านั้น นี่เป็นการ
สอนตามหลักพระอภิธรรม
ป้าพูดเปรียบเทียบอย่างนี้ คุณ
คงพอนึกออกและเข้าใจตามได้ถูก แต่
ว่าพระอภิธรรมที่แท้จริงไม่ใช่เรียก
เป็นชื่อ เป็นตัวหนังสือ แต่สามารถ
เห็นภาพจากญาณภายในจิตด้วยการ
ปฏิบัติธรรม
ทีนี้แม้ว่าป้าจะเรียนพระ
อภิธรรมภาคปฏิบัติไม่บรรลุผล คือ
เห็นภาพภายในญาณไม่ได้ เรียนได้
แค่ตัวหนังสือจากตำรา แต่ก็ช่วยให้
นำมาปลอบใจได้ไม่น้อย คือป้าจะคิด
ว่าความจริงคนในโลกเรานี้ไม่มีจริงๆ
สักหน่อย ที่เรียกว่าชื่อนั้นชื่อนี้ ก็
เพียงแค่สมมุติ คนโน้นเป็นญาติเรา
คนนี้เป็นอาจารย์เราคนนั้นเป็นศัตรูเรา
ก็ล้วนเป็นเพียงความยึดถือด้วยความ
ไม่รู้จริงทั้งสิ้น เมื่อตัวเราก็ไม่มี สิ่งที่
เนื่องจากตัวเราจะมีได้ยังไง ใครใน
โลกนี้จะดีจะชั่วใส่กันแค่ไหน ที่สุด
แล้วต่างก็ต้องตายไม่มีเหลือสักคนเดียว
จะมัวยึดมั่นถือมั่นเอาของไม่มีอยู่จริง
ว่ามี ย่อมเป็นทุกข์ไปไม่รู้จบ
๓๔ โล ณนิต ธันวาคม ๒๕๕๒