ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระสัพพกามีเถรเจ้าเป็นประธาน ได้เล็งเห็นด้วยอนาค
ตังสญาณว่า สืบไปภายหน้าเมื่อพุทธศาสนาล่วงมาได้ ๒๑๘
ปี พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจะทรงมีอำนาจใหญ่ในชมพูทวีป
พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ลาภ
สักการะจะเกิดขึ้นเป็นอันมากในสังฆมณฑล พวกเดียรถีย์
ขัดสนลง ก็จักปลอมบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา
และจะแสดงลัทธิต่างๆ ของตนอ้างว่าเป็นพระธรรมวินัย
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระศาสนาจะเสื่อมเสีย แล้วจะหาใครเล่าที่
จะสามารถชำระมลทินแห่งพระศาสนาในครั้งนี้ได้
พระอรหันต์เถรเจ้าทั้งหลายพิจารณาไปก็เห็นมีแต่
ติสสมหาพรหมเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้ จึงพากันขึ้นไปยัง
พรหมโลกด้วยอริยฤทธิ์ อาราธนาให้ติสสมหาพรหมรับแล้ว
เมื่อถึงกาลก็จุติลงมาเกิดในตระกูลโมคคัลลีพราหมณ์ สอง
เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา เหมือนดังที่พระสังคีติกาจารย์
เจ้าทั้งหลายได้ทำนายไว้ คือพวกเดียรถีย์ซึ่งเป็นนักบวช
นอกพระพุทธศาสนา ไม่มีคนศรัทธาเลื่อมใส ลาภสักการะก็
เสื่อมสูญไปแม้นข้าวปลาอาหารที่จะบริโภค เครื่องนุ่งห่ม ก็
หาได้ยากนักหนา และบางคราก็หาไม่ได้เลย แต่ผู้ที่บวชอยู่
ในบวรพระพุทธศาสนากลับอุดมสมบูรณ์กว่ายิ่งนัก จึง
ปลอมเข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาโดยปลงศีรษะ
บวชเองบ้าง นั่งเหลืองห่มเหลืองโดยไม่มีพระอุปัชฌาย์
อาจารย์บวชเอาเองบ้าง แล้วต่างก็แสดงลัทธิแห่งตน ว่านี้
เป็นธรรม นี้เป็นวินัย ปลอมสังฆกรรมมีอุโบสถกรรมและ
ปวารณากรรมร่วมกับภิกษุทั้งหลาย โดยไม่มีความละอาย
แต่ประการใด ทำให้พระภิกษุสงฆ์ผู้มีศีลต่างพากัน
คับอกคับใจเป็นยิ่งนัก
กาลครั้งนั้น ท่านพระโมคคัลลีติสสเถรเจ้า ก็มิได้
หวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยท่านได้พิจารณาด้วย
ญาณวิเศษ และทราบว่าอีกไม่นานพระ
พระเถรเจ้าคือพระสิควะเป็นผู้หาอุบายให้ติสสกุมารเข้าบวช
เป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แล้วสอนให้เจริญวิปัสสนา
ข้าแต่พระสงฆ์ทั้งปวง !
ศาสนาจะหมดมลทินและปราศจากพวก
ขอพระผู้เป็นเจ้า
โจรทุศีลเหล่านี้ได้ ดังนั้นท่านจึงปลีกตัว
สงบวิเวก ณ อโธตังคบรรพต จำเริญ
ทั้งหลายจงพร้อมใจทำ
วิเวกสมาบัติอยู่ที่นั่น จนครบ ๗ พรรษา
อุโบสถร่วมกัน ตาม
ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ในอโสการาม ก็ลด
พระบรมราชโองการที่
น้อยถอยลงทุกวัน จนในที่สุดก็มิอาจสู้
ข้าพเจ้าประกาศนี้ หาก
พวกเดียรถีย์ได้ จึงพากันจดไม่ทำ
อุโบสถสังฆกรรมร่วมกับพวกเดียรถีย์
ผู้ใดไม่กระทำตามผู้นั้น
ใจบาปอีกต่อไป ในไม่ช้าความก็ทราบ
ก็จะถึงซึ่งความตาย
ถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชว่าสงฆ์ใน
อโสการามเกิดแตกแยกกัน มิได้ทำ
กรรมฐานจนสำเร็จพระโสดาปัตติผลญาณ และส่งให้พระ
อุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน จึงทรงมีพระบรมราชโองการตรัส
จันทวัชชีเถระสอนพระสูตรและพระอภิธรรม ครั้นอายุครบ ใช้อำมาตย์ผู้หนึ่งว่า
บวชก็จัดการให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วให้เรียนพระวินัย
“ท่านจงออกไประงับอธิกรณ์ แล้วให้พระสงฆ์ทั้งปวง
ปิฎกต่อไปอีก เมื่อเล่าเรียนจบแล้วติสสภิกษุก็เริ่มบำเพ็ญ
กระทำสังฆกรรมร่วมกัน”
วิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนในที่สุดก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นรับคำสั่งแล้ว ก็เกิดความสงสัยแต่
ซึ่งมีความชำนาญในอภิญญาและพระปฏิสัมภิทาญาณ จนเป็น
มิได้ทูลถามให้เข้าใจแจ่มชัด
ที่เคารพบูชาของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย ปรากฏนามในพระ
บวรพุทธศาสนาโดยสมญาว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า
ครั้นถึงสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช มลทิน
กลับนำความไปถามเพื่อนอำมาตย์ด้วยกัน แต่
อำมาตย์ผู้เป็นสหายหามีปัญญาไม่ ก็บอกไปตามความคิด
โง่ของตนว่า
๕๔ | กัลยาณมิตร ธันวาคม ๒๕๕๒