ความสุขที่แท้จริง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 1 หน้า 44
หน้าที่ 44 / 140

สรุปเนื้อหา

ความอาลัย ความกังวล ความอยาก ทั้งมวลจะถูกทำลายไปสิ้น เกิดความสุข ขึ้นมาแทนที่โดยพลัน สติปัญญาความ คิดอ่านก็ฉลาดเฉลียวปลอดโปร่งแจ่มใส ขึ้นมาได้เอง ดวงธรรมยิ่งใสขึ้นเท่าใด ความสุขความฉลาดหลักแหลมยิ่งเพิ่ม ขึ้นเท่านั้น ความสงสัยใด ๆ ที่มีอยู่ ความสงสัยนั้น ๆ ย่อมสิ้นไป ถึงผู้นั้นจะ เป็นเด็กน้อย ๆ ก็สามารถมีสติปัญญา อันอาจยึดถือเป็นหลัก และเป็น ผู้หลัก ได้ ยิ่งผู้นั้นอายุมากด้วยแล้ว ก็เป็นได้ ทั้ง ผู้หลัก และผู้ใหญ่ อย่างครบถ้วน นับแต่โบราณดึกดำบรรพ์ ทุกยุค ทุกสมัยที่ผ่านมา เหตุที่ทำให้ชาวโลก ทั้งมวลเกิดความเสียใจและผิดหวังอย่าง ยิ่ง ก็คือการไม่สามารถค้นหาความสุขที่ แท้จริงดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้นพบ ชาว โลกจึงต้องจำยอมได้รับความสุข จอมปลอมชนิดที่ยิ่งสุขยิ่งระแวง ยิ่ง สุขยิ่งห่วง ยิ่งสุขยิ่งกลัว ย

หัวข้อประเด็น

- ความสุขที่แท้จริง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ความอาลัย ความกังวล ความอยาก ทั้งมวลจะถูกทำลายไปสิ้น เกิดความสุข ขึ้นมาแทนที่โดยพลัน สติปัญญาความ คิดอ่านก็ฉลาดเฉลียวปลอดโปร่งแจ่มใส ขึ้นมาได้เอง ดวงธรรมยิ่งใสขึ้นเท่าใด ความสุขความฉลาดหลักแหลมยิ่งเพิ่ม ขึ้นเท่านั้น ความสงสัยใด ๆ ที่มีอยู่ ความสงสัยนั้น ๆ ย่อมสิ้นไป ถึงผู้นั้นจะ เป็นเด็กน้อย ๆ ก็สามารถมีสติปัญญา อันอาจยึดถือเป็นหลัก และเป็น ผู้หลัก ได้ ยิ่งผู้นั้นอายุมากด้วยแล้ว ก็เป็นได้ ทั้ง ผู้หลัก และผู้ใหญ่ อย่างครบถ้วน นับแต่โบราณดึกดำบรรพ์ ทุกยุค ทุกสมัยที่ผ่านมา เหตุที่ทำให้ชาวโลก ทั้งมวลเกิดความเสียใจและผิดหวังอย่าง ยิ่ง ก็คือการไม่สามารถค้นหาความสุขที่ แท้จริงดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้นพบ ชาว โลกจึงต้องจำยอมได้รับความสุข จอมปลอมชนิดที่ยิ่งสุขยิ่งระแวง ยิ่ง สุขยิ่งห่วง ยิ่งสุขยิ่งกลัว ยิ่งสุขยิ่งโง่ ฯลฯ คือเจอแต่สุขที่เจือด้วยทุกข์ หรือ สุขหลอก ๆ ร่ำไป ตัวอย่างที่มองเห็น สามีภรรยาที่ มีความรักกันอย่างดูดดื่มย่อมหวงแหน กันและกัน หากเห็นอีกฝ่ายหนึ่งให้ความ สนใจหรือพูดคุยกับชายหรือหญิงอื่น ก็ มักหึงหวงระแวงกันถึงกับเป็นปากเป็น เสียงกันก็มี นี่คือความสุขหลอก ๆ ชนิด ยิ่งสุขยิ่งระแวง พ่อแม่เห็นลูกเติบโตแข็งแรง ไม่ เจ็บไข้ได้ป่วย ก็เป็นสุข แต่ก็อดที่จะ นึกห่วงอนาคตของลูกไม่ได้ ความสุข หลอก ๆ ชนิดนี้ คือ ยิ่งสุขยิ่งห่วง เศรษฐีเห็นสมบัติพัสถานเป็นอัน มากของตัวแล้วก็เกิดความกระหยิ่มใจ แต่แล้วก็ต้องเสียวแปลบเข้าไปถึงหัวอก เมื่อนึกว่า อีกไม่ช้าตัวเองก็ต้องตายจาก สมบัติเหล่านี้ไป ความสุขหลอก ๆ ชนิด คือ ยิ่งสุขยิ่งกลัว ครั้นในกาลต่อมา มนุษย์เกิด ปัญญามากขึ้น ให้นึกเบื่อความสุขหลอก ๆ เต็มที่ จึงชักชวนกันสละความสุขหลอก ๆ เหล่านั้น คือ สละลูก สละเมีย สละสมบัติ สละความกังวลต่าง ๆ ออกแสวงหาธรรม โดยหวังว่าเมื่อพบธรรมแล้ว ตนจะได้รับ ความสุขที่แท้จริง ผู้แสวงหาธรรมเหล่า นั้นได้รับความนับถือจากประชาชนทั่วไป ในฐานะที่เป็นผู้ฉลาดและผู้เสียสละ และได้รับนามว่า นักบวช เช่น ดาบส โยคี ฤาษี เป็นต้น ในคัมภีร์ศาสนา เรียกรวมว่า “พราหมณ์” เหมือนกัน พราหมณ์ทุกยุคทุกสมัยได้พยา ยามทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็ง ทรหด อดทน เพื่อจะค้นหาธรรมให้พบ แต่ก็ น่าเสียดายว่า ถึงพราหมณ์เหล่านั้น จะทุ่มเทกำลังสติปัญญา กำลังกาย กำลังใจ จนเต็มความสามารถแล้ว ก็ ค้นหาธรรมที่แท้จริงไม่พบ เพราะ การปฏิบัติไม่ถูกวิธีจึงต้องสูญเสียความ พยายามเปล่าและสิ้นชีวิตเปล่าไปเสีย ไม้สีไฟ มีด ฟัน ไว้ให้ แล้วจึงออกเดิน ทาง ฝ่ายเด็กน้อยเมื่อฤาษีลับตาไปแล้ว ก็เล่นเพลินไปตามประสาเด็ก จนลืมคำ สั่งของอาจารย์ที่ให้คอยเติมฟืน ครั้น นึกขึ้นได้ก็รีบวิ่งไปที่กองไฟ ปรากฏว่า ไฟดับสนิท จึงคิดแก้ไขตามคำสั่งของ ฤาษีที่ให้ทำการก่อไฟใหม่ ด้วยไม้สีไฟ มีดและฟีน เด็กน้อยจึงเอามีดมาถากไม้สีไฟ นั้น ด้วยเข้าใจว่า บางทีจะพบไฟบ้าง แต่ก็ผิดหวัง จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก ก็ผิดหวังอีก จึงผ่าออกเป็น ๓-๔- ๑๐ ซี ก็ผิดหวังอีก จึงสับไม้ซีกเหล่า นั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วใส่ลงไป ในครกโขลกเสียจนป่นเพื่อหาไฟ แต่ ไม่พบตามเคย ผลสุดท้ายจึงล้วงเอาผง ไม้สีไฟในครกนั้นขึ้นมาโปรยให้ลมพัด โดยหวังว่าครั้งนี้แล้วเป็นครั้งสุดท้ายจัก ได้ตัวไฟ แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำ จึงได้กลุ้ม ใจนั่งคอตกอยู่ข้างครกนั่นเอง ฝ่ายฤาษีเมื่อทำธุระเสร็จแล้ว จึง กลับมายังอาศรม เห็นเด็กน้อยศิษย์ของ มากต่อมาก เข้าทำนอง เด็กน้อยหาไฟ | ตนนั่งกอดเข่าหน้าเศร้าอยู่ดังนั้น ก็เข้า ในแก่นไม้ นั่นเอง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งกระโน้นมี เด็กน้อยอายุประมาณ ๑๐ ขวบคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับฤาษีผู้ทำการบูชาไฟเป็นปกติ ณ อาศรมกลางป่าใหญ่แห่งหนึ่งด้วย ไปถาม ครั้นทราบความแล้ว ก็อดที่จะ นึกสังเวชใจในความไร้เดียงสาของเด็ก น้อยนั้นไม่ได้ รำพึงว่า ทารกนี้ช่างโง่ เหลือหลาย แสวงหาไฟโดยไม่ถูกวิธีแล้ว จะได้ไฟอย่างไรเล่า จึงหยิบไม้สีไฟมาสี ความผาสุก อยู่ต่อมาวันหนึ่ง ฤาษี | กันจนเกิดไฟให้เด็กดู มีความจำเป็นจะต้องเดินทางเข้าไปใน หมู่บ้าน จึงเรียกเด็กน้อยมาสั่งว่า “นี่แน่ะเจ้าหนู! เราจะเดินทางไป | ฉันใด แม้ผู้มุ่งแสวงหาธรรม ทำธุระในหมู่บ้านสักหน่อย ในระหว่าง ที่เราไม่อยู่เจ้าต้องระวังคอยเติมเชื้อไฟ ให้ดีอย่าให้ไฟดับได้ หากไฟดับ จงเอา สิ่งเหล่านี้ก่อไฟใหม่” ว่าแล้วฤาษีก็มอบ Kalyanamitra.org ทารกไร้เดียงสา แสวงหา ไฟโดยไม่ถูกวิธี ย่อมไม่พบไฟ แต่แสวงหาโดยไม่ถูกวิธี ย่อม ไม่อาจเห็นดวงธรรมได้ฉันนั้น (อ่านต่อฉบับหน้า)
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More