ข้อความต้นฉบับในหน้า
30898
โลภ ความริษยา ความเคียดแค้น ตลอดจนความหลง
กในการรบด้วย
สนุก
จำกัดเวลา ว่าต้องมีความจำเป็นอย่างแท้จริงซึ่งหลีกเลี่ยงไม่
ได้เกิดขึ้น จึงค่อยทำการรบ
การรบของเขาจึงจะจำกัดเขตและ
จริงอยู่ ที่ตราบใดมนุษย์ยังมีกิเลส และโลกยังมีมนุษย์
อยู่ การสงครามก็ยังจะคงมีอยู่ตราบนั้น เป็นการยากที่เรา
จะเอื้อมมือไปปกปักป้องกันมนุษย์ทั่วทั้งโลกไม่ให้รบกัน
ต่างว่าเราอบรมคนรุ่นหนึ่งให้ใฝ่สงบได้ แต่คนเหล่านั้นก็ไม่
แน่ว่าจะมีอายุยืนอยู่ตลอดไป และคนที่มิได้รับการอบรมก็คง
มีมากกว่า นอกนั้นพวกที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่เห็นเหตุการณ์ของ
โลกน้อย มักพอใจทำการต่าง ๆ ตามความคึกคะนองหรือ
ความวู่วามชั่วแล่นก็มีอยู่เป็นอันมาก เฉพาะฉะนั้น เราจะ
มานั่งรับผิดชอบต่อบุคคลทั่วโลกอยู่ ก็คงจะไม่ผิดอะไรกับ
การที่เราจะเอาโลกทั้งโลกขึ้นมาแบกไว้บนบ่า หรือการที่จะ
เกี่ยวหญ้ามุงทุ่งทั้งทุ่งให้ร่มเย็นไม่ต้องตากแดดตากฝน
นายกองเกวียนผู้เจริญ! แต่เราจะทอดอาลัยว่า
เมื่อมนุษย์มีกิเลสแล้วก็ควรจะปล่อยตามเรื่อง สุดแต่
บุญแต่กรรมโดยไม่พยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่
สุด ในการที่จะช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความพินาศ
ย่อยยับอันเกิดแต่การสงคราม ดังนี้ก็ไม่ควร
ถ้าจะเทียบว่า เราไม่สามารถจะเกี่ยวหญ้ามุงทุ่งทั้ง
ทุ่งได้แล้ว เราก็จะยอมนอนตากฝนเสียดังนี้จะถูกหรือ อย่าง
น้อยเมื่อเราให้ความคุ้มครองแก่โลกทั้งโลกไม่ได้
เราก็ควรพยายามอย่างที่สุดที่จะให้ความคุ้มครอง
แก่ประชาชนผู้อยู่ในความรับผิดชอบของเรา อันเสมือน
หนึ่งว่าเราพยายามมุงหลังคาให้ความคุ้มครองแก่คน
เพียงส่วนน้อย ก็ยังดีกว่าพากันทอดอาลัยไม่ทำอะไรเลย
นี่แลที่ข้าพเจ้าเห็นว่าศาสนธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาค
เจ้านั้นถึงอย่างไรก็ไม่ได้ผล เพราะเมื่อเราไม่อาจช่วยมนุษย์
ได้ทุกคน เราก็อาจนำศาสนธรรมนั้นมาใช้เพื่อช่วยให้ได้
สันติสุขภายในขอบเขตแห่งความสามารถของเรา
ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อ
ความผาสุกของคนส่วนรวม พยายามทำหน้าที่ของ
ตนให้ดีที่สุด ที่จะมิให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันแล้ว
แม้มนุษย์ยังจะต้องมีการรบกันบ้างตามวิสัยของผู้มี
กิเลส แต่ในส่วนที่อยู่ในกรอบอำนาจหรือหน้าที่ของ
ใคร เขาก็จะพยายามระงับเรื่องร้ายต่าง ๆ ระงับ
ความเข้าใจผิดหรือความขุ่นข้องหมองใจทั้งหลายเสีย
ด้วยประการอย่างนี้ก็จะเป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา
หรือเป็นการตัดทอนส่วนที่ร้ายลงได้บ้าง
นายกองเกวียนผู้เจริญ! เพราะเหตุนี้ ในชีวิตของข้าพ
เจ้า มคธกับวัชชีน่าจะยังไม่มีสงครามเกิดขึ้น แต่เมื่อข้าพ
เจ้าตายไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบต่อความผาสุกของชาววัช
ชีนั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง”
“ข้าแต่ท่านเสนาบดี” ธนิยะกล่าวขึ้น “นับว่าเป็นมง
คลแก่โสดของข้าพเจ้าที่ได้มาสดับความคิดเห็นอันประกอบ
ด้วยธรรมของท่าน ท่านนี้สมควรแท้ที่ชื่อว่าเป็นพุทธมามกะ
ผู้นับถือพระพุทธเจ้า และเป็นผู้ใหญ่รับผิดชอบต่อชาววัชชี
ข้าพเจ้าเองก็มีความเห็นตรงกันกับท่าน แม้จันทรายณะ
มหาอำมาตย์แคว้นมคธ ก็มีความเห็นตรงกัน ข้อที่ท่านว่าใน
ชีวิตของท่าน ท่านจะพยายามระงับการสงครามมิให้เกิดขึ้น
นั้นก็น่าจะเป็นไปได้อย่างแท้จริง”
“ค่ำวันนี้ก็ดึกแล้ว ข้าพเจ้าเห็นจะต้องขอลากลับ
ไปก่อน” เมื่อธนิยะกล่าวดังนั้นแล้ว ก็ทำความเคารพสีห
เสนาบดีและภีมเสนะ ซึ่งสุรเสนะก็ทำตามอย่าง สีหเสนา
บดีรับเคารพแล้วก็สั่งให้จัดมานำสองพ่อลูกไปส่งยังกอง
เกวียนต่อไป
ในวันต่อมา สีหเสนาบดีก็ได้ให้ทหารไปพาสุรเสนะ
เที่ยวชมตัวเมือง ตลอดจนสถานที่สำคัญต่าง ๆ มีลิจฉวัสภา
เป็นต้น แม้สระหวงห้ามที่เจ้าลิจฉวีกีดกันนักหนามิให้ผู้หนึ่ง
ผู้ใดกล้ำกรายเข้าไป สีหเสนาบดีก็สั่งให้นายประตูคอย
อนุญาตให้นายทหารพาสุรเสนะเข้าไปดูได้ เพียงแต่กำชับ
มิให้ลงอาบหรือลูบตัวในสระเท่านั้น
บัดนี้ความรู้สึกของสีทเสนาบดีได้เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง
คือใคร่จะได้ตัวสุรเสนะไว้อบรมให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี
แห่งแคว้นวัชชีแทนตน เพราะได้สังเกตเห็นอัธยาศัยใจคออัน
ดีงาม ซึ่งได้รับการฝึกหัดอบรมจากบิดาที่ดี ตลอดจนรูป
ลักษณะงดงามมีสง่า กับทั้งท่วงทีเจรจา หรือสติปัญญาที่
สำแดงออกมาให้ปรากฏเป็นคนสุขุมเยือกเย็น ควรไว้ใจให้
ทำงานใหญ่ได้ ความประสงค์ของสีพเสนาบดีดังนี้ ก็เพื่อยัง
สันติสุขให้เกิดแก่ชาววัชชียั่งยืนต่อไปอีก (อ่านต่อฉบับหน้า)
Kalyanamitra.org