ข้อความต้นฉบับในหน้า
เอกนั้น จะเป็นการดำเนินไปตามผังชีวิต
หรือเป็นการหักเหออกจากผังชีวิต ก็ไม่
ทราบได้ ที่รู้แน่ ๆ ก็คือ เดี๋ยวนี้จอยต้อง
เปลี่ยนสภาพจากคนที่ชื่นชอบทางภาษา
ศาสตร์มาเป็นนักสัมภาษณ์และนักเขียน
รายงานทางด้านการเกษตรไปเสียแล้ว
จอยยังรู้สึกงง ๆ อยู่จนกระทั่งบัดนี้
ตลอดชีวิตของจอยตั้งแต่เด็กมา
แล้ว จอยชอบการอ่านและเขียนกาพย์
กลอน โคลง ฉันท์ และชอบทั้งวิชาภาษา
ไทย และภาษาอังกฤษ และยังแอบไป
เรียนวิชาภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอร
มันพอมีความรู้งู ๆ ปลา ๆ จอยพอ
เรียนปริญญาโทต่อทางด้านภาษาอัง
กฤษ และวรรณคดีที่คณะอักษรศาสตร์
จุฬาฯ และได้ไปสมัครสอบเพื่อเรียน
ปริญญาโททางศิลปศาสตร์ (ประวัติ
ศาสตร์) ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ไว้อีกด้วย ผลก็คือสอบเข้าได้ทั้ง ๒ มหา
วิทยาลัย ก่อนจะมีการสัมภาษณ์เพียง
ไม่กี่วัน ก็มีราชรถมาเกย คือพี่ชายคนโต
(พี่โจ้) ได้เอาใบสมัครสอบแข่งขันชิงทุน
ไปเรียนต่อถึงปริญญาเอก ของคณะ
นิเทศศาสตร์จุฬาฯ มาให้ บอกว่าทาง
คณะฯ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้เกียรตินิยม
อันดับหนึ่งของทุกคณะในมหาวิทยาลัย
จะรู้มาบ้างว่าการสอบชิงทุนจากรัฐบาล มาเข้าสอบแข่งขันชิงทุนนี้ได้ พี่โจ้เอง
ไทยไปเรียนในแขนงภาษาศาสตร์ออกจะ ก็อยู่ในข่ายจะเข้าสอบแข่งขันชิงทุนได้
หายากเต็มที่ เขาจะสนับสนุนเฉพาะ
ด้านวิทยาศาสตร์และวิชาเฉพาะ จอย
จึงต้องเตรียมตัวไว้หลาย ๆ ทาง คิดว่า
ถ้ามีโอกาสสอบได้ทุนจากประเทศไหน
ก็เอาทั้งนั้น ขอแต่ให้ได้เรียนในวิชาที่
ใจรักก็แล้วกัน
เป็นสิ่งน่าประหลาดที่ว่า หลังจาก
จอยเรียนจบปริญญาตรีทางอักษรศาสตร์
จากจุฬาฯ แล้ว จอยก็ไปสมัครสอบเพื่อ
เพราะได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากรัฐ
ศาสตร์ จุฬาฯ แต่เผอิญโชคดีสอบได้ทุน
ของ Ford Foundation ไปเรียนปริญญา
โทที่ออสเตรเลียเสียก่อน และคงนึก
เสียดายทุน จึงได้มาเชียร์น้องสาว แต่
ก็ขู่ขวัญไว้หน่อยหนึ่งว่า
“ที่จริงเขาต้องการผู้ชายมากกว่า
นะ และทราบว่าเขาก็มีตัวเก็งของคณะ
เขาแล้วด้วยเป็นชาย”
จอยคิดสองจิตสองใจ ในใจไม่
ชอบวิชานี้ แต่ก็อยากไปอเมริกาใจจะ
ขาด แม่แนะว่า “ก็ลองสอบดูซี อย่าง
น้อยก็วัดความสามารถของเราเอง”
ในวันสอบปรากฏว่ามีวีรบุรุษและ
วีรสตรีที่เข้าข่ายจะสอบแข่งขันได้ประ
มาณ ๑๐ คน แต่ละคนก็ดูท่าทางเอาการ
เอางาน มีความมั่นใจเต็มที่กันทั้งนั้น
นอกจากจอยซึ่งก็ยังลังเลอยู่นั่นแหละ
ขณะที่ตอบข้อสอบใจก็นึกแต่ว่า “ถ้า
ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ดี” อย่างไรก็ตาม การ
ตอบข้อสอบในวิชาที่ไม่เคยเรียนมาเลย
ก็เดากันสนุกดีเหมือนกัน เมื่อถึงวันสอบ
สัมภาษณ์ เขาก็สัมภาษณ์หมดทุกคน
เพราะต่างก็ “เต็งหนึ่ง” ทั้งนั้น พอเอา
เข้าจริง จอยก็เริ่มไม่สบายใจอีก เพราะ
ไม่แน่ใจว่าจะอยากรับทุนนี้หรือไม่ จน
แม่ชักรำคาญเลยพูดประชดว่า
“ไม่ต้องวิตกไปหรอกจ๊ะ แม่ว่า
เขาไม่เลือกเธอแน่”
และก็ดูคล้าย ๆ จะเป็นเช่นนั้น
เพราะเมื่อตอนสัมภาษณ์ กรรมการนั่ง
เรียงหน้ากันอยู่หลายคน แต่ท่านถาม
จอยเพียง ๑๐ นาที ๑๐ นาทีจริง ๆ
หลวงพ่อมองหน้าจอยด้วยความปรานี
ท่านทำหน้ายิ้ม ๆ และบอกว่า “ดวงกมลต้อง
สอบได้ หลวงพ่อขอให้พรด้วยนะจ๊ะ”
Kalyanam
๑๑๓