ข้อความต้นฉบับในหน้า
วันนี้เราจะพาท่านมา
จังหวัดนครนายก เพื่อเยี่ยมบ้าน
กัลยาณมิตร อาจารย์สนั่น
บำรุง และกัลยาณมิตรอา
จารย์มาริสา บำรุง ทั้ง ๒
ท่านสำเร็จการศึกษาจากมหา
วิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บาง
เขน
อาจารย์มาริสา เป็นรุ่น
น้องอาจารย์สนั่น ๒ ปี ปัจจุบัน
เป็นข้าราชการครูที่โรงเรียนนคร
นายกวิทยาคม อ.เมือง จ.นคร
นายก ตำแหน่ง อาจารย์ ๒
ระดับ ๕ สอนวิชาภาษาอังกฤษ
ส่วนอาจารย์สนั่น บำรุง
ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่
ระดับ 5 โรงเรียนบ้านหนอง
กันเกรา อำเภอเมือง จังหวัด
นครนายก มีบุตรด้วยกัน ๓ คน
อบรมลูกให้เป็นคนดีเป็นสมบัติ
ที่มีคุณค่าของสังคม แต่หลัง
จากที่เรามีลูกคนที่ ๒ แล้วก็
เกิดเรื่องจนได้”
ในตอนนี้อาจารย์สนั่นได้
เล่าให้ฟังว่า
“หลังจากผมแต่งงานมี
ลูก ผมก็ใช้เวลาของชีวิตเพื่อ
ภรรยาและลูก แต่เมื่อไปทำงาน
เพื่อน ๆ ในวงเหล้ากลุ่มต่าง ๆ
ก็ค่อนขอดต่อว่า ผมเป็นคนกลัว
เมียทิ้งเพื่อนฝูง เมื่อฟังเพื่อน ๆ
ว่าทุกวันจิตใจผมจึงอ่อนไหว
คิดว่าอย่างไรก็ต้องแยกทางกัน
แน่ ถามลูก ๆ อยู่ทุกวันว่าจะ
อยู่กับพ่อหรือแม่ จนวันหนึ่ง
ดิฉันทนไม่ได้ เมื่ออาจารย์สนั่น
กลับมาบ้านตอนที่ ๒ ด้วยความ
เมาและเสียงดัง ดิฉันคว้าปืน
๓๘ ขนาด ๔ นิ้วของอาจารย์
สนั่นที่ซ่อนไว้ในที่นอน จ่อเล็ง
ที่หัวระหว่างขึ้นบันไดบ้าน ทำ
เอาอาจารย์สนั่นตกใจมาก ดิฉัน
คิดถึงอนาคตของลูก ๆ จึงยับ
ยั้งอารมณ์ไว้ได้ หลังจากวันนั้น
อาจารย์สนั่นก็ไม่ได้เลิกดื่มเหล้า
อาจารย์สนั่น บำรุง (สามี) ไป
ด้วย วันนั้นเป็นวันที่ ๕ มีนา
คม ๒๕๒๘ เป็นวันมาฆบูชา
ดิฉันได้พบความประหลาดใจ
ตั้งแต่รถเริ่มเลี้ยวเข้าวัดเลยที
เดียว คือจราจรที่ให้สัญญาณรถ
เข้าวัดแม้ทำงานเหงื่อไหลเต็ม
หน้า แต่ท่านโค้งให้ด้วยความ
นอบน้อม แล้วส่งยิ้มให้อย่าง
เบิกบาน จึงสะกิดอาจารย์สนั่น
ให้ดู นาน ๆ จึงจะได้เห็นภาพ
นี้สักที พอรถแล่นมาจอดถึง
หน้าวัด พบเจ้าหน้าที่จราจร
จัดรถให้เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
ทุกท่านแต่งกายชุดขาวสะอาด
กิริยามารยาทเรียบร้อย มี
วัดนี้เขาสอนคนได้ดีมาก มี
เจ้าหน้าที่มากมายแบบนี้สงสัย
อัธยาศัยดีงาม คิดอยู่ในใจว่า
๑. ด.ช.มนัสพล บำรุง
อายุ ๙ ปี
๒. ด.ช.มนัสวี บำรุง
อายุ ๕ ปี
๓. ด.ญ.ธีรดา บำรุง
อายุ ๓ ๑/๒ ปี
อาจารย์มาริสา ได้เล่า
คล้อยตามและเกรงใจเพื่อน หลัง
ให้ฟังว่า
จากนั้นผมก็กลับเข้าวงเหล้าดื่ม
วัดจะรวย เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่า
เป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษา
เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ทั้งนั้น
เมื่อเดินต่อเข้ามาภายในวัดพบ
ผู้คนหน้าตาแจ่มใส กล่าวคำ
สวัสดี ยืนเรียงเป็นแถว รู้สึก
แปลกใจและตื้นตัน นี่ยังไม่ได้
ทันทำอะไรเลยคนก็มาสวัสดิ์
“ก่อนเข้าสู่วัด เราทั้งคู่ | เหล้าทุกวันอย่างสนุกสนาน
ก็มีชีวิตเสมือนชาวโลกทั่วไป
คือวางแผนหลังชีวิตแต่งงานว่า
จะเลี้ยงลูก ๆ ให้มีสุขภาพพลา
นามัยแข็งแรง ทั้งทางร่างกาย
และจิตใจ ให้เป็นคนมีสัมมา
คารวะ อ่อนน้อม และพยายาม
ที่จะมีเวลาให้ลูก ๆ มาก ใช้
วิชาความรู้ที่เราทั้งคู่ได้เรียนมา
ทางด้านการศึกษา การสอน
กลับบ้านตีหนึ่งตีสอง”
ช่วงนี้เองเป็นวิกฤตของ
ครอบครัว อาจารย์มาริสาได้
กล่าวเสริมว่า
“เมื่อพ่อบ้านออกไปหา
ความสุขนอกบ้าน โดยปราศ
จากความรับผิดชอบ ภายใน
บ้านจึงร้อน มีการโต้เถียงทะ
เลาะกันอยู่เสมอไม่เว้นวัน ตน
แต่อย่างใด เพียงแต่เบาลง
และเมื่อต้นปี ๒๕๒๘
นี้เอง ขณะที่ดิฉันเบื่อหน่ายใน
ชีวิตมองเห็นทุกข์อยู่ทุกวัน ดำรง
ชีวิตอยู่ในความมืดของกิเลส
และอวิชชา ก็ได้พบแสงสว่าง
ในชีวิตคือได้พบกัลยาณมิตร
อาจารย์กรรณิกา ธิติกุล เชิญ
ชวนให้เป็นกรรมการผ้าป่าร่วม
ชื่นชมแล้วทำให้เกิดปีติในใจ
วันนั้นได้เลือกที่นั่งริมน้ำ
ครั้นพอพิธีเริ่มขึ้น หลวงพ่อเริ่ม
สอนสมาธิให้กำหนดนิมิตตาม
อย่างง่าย ๆ หลวงพ่อได้ให้วาง
ดวงแก้วไว้ตรงฐานที่ ๗ ของ
ตัวเอง ยังแปลกใจอยู่เลยว่า
กันและเชิญให้ไปวัดพระธรรม | ดวงแก้วในท้องของเราที่กำหนด
กาย นับเป็นครั้งแรกที่ได้ยิน
ชื่อวัดพระธรรมกาย จึงได้ชวน
นิมิตนั้นทำไมจึงไม่ใส ทั้ง ๆ
ที่นึกให้ใสแต่ก็ใสไม่ได้ วันนั้น
Kalyanamitra.org
๑๑๗