ข้อความต้นฉบับในหน้า
๕๘
ของสังคมถึงเร่ร่อนของชาวอินเดียสมัย
ยุคต้นพระเวท มีการใช้คำว่า “ธรรมะ”
หมายถึง ค้ำจุน ทรงไว้ อันใกล้เคียง
กับคำว่า อดทน เอาเป็นภาระ แสดง
ให้เห็นถึงการโยกย้ายครอบครัวและ
สินค้า และอาจหมายถึงเรื่องราวต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็ได้ ใน
ทัศนะของวิลแมน กราโบว์สก้า “ธรรมะ”
มีความหมายหลักว่า หน้าที่ และความ
หมายพิเศษว่า ค่านิยม ที่เปลี่ยนแปลง
ได้ตามความจำเป็นหรือสถานการณ์
เธอเสริมว่า
ธรรมะตีความได้ใกล้เคียงกับ
คำว่า วรัตถะ และสัตยะ แต่ธรรมะ
พิเศษกว่าตรงที่มีความหมายด้านรูป
ธรรมด้วย ความหมายนี้ทำให้ธรรมะ
สูญเสียความหมายดั้งเดิมทางนาม
ธรรม และกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์
ไป ไม่มีใครวิเคราะห์คำว่าธรรมะ
เพราะคิดว่าทุกคนเข้าใจแล้ว และ
ทุกคนต่างก็ตีความตามความเข้า
ใจของตน จึงมีความหมายไม่ชัดเจน
แน่นอน สาระของมันหมายถึง สิทธิ
และหน้าที่ ความคิดเรื่องความยั่งยืน
ถาวร และกำเนิดของเทพที่ไม่มีใคร
รู้จัก
สรุปได้ว่ามันมีความหมาย
ต่าง ๆ ตามความต้องการของนัก
ปรัชญาในพุทธศาสนา
ค.ศ. ๑๙๓๖ ไอ.บี. ฮอร์เนอร์
เป็นศิษย์และผู้ร่วมงานของนางริส เดวิดส์
ได้ศึกษาคำว่า อรหันต์ หรือ ผู้มีความ
บริบูรณ์ ในหนังสือชื่อ The Early
Buddhist Theory of Man Perfected: A
Study of the Arahan ในช่วงต้นของ
พุทธศาสนา “ธรรมะ” เปรียบได้กับ
“ผู้นำภายใน (ของพระอรหันต์)” ต่อมา
มันหมายถึง “องค์ประกอบภายนอกของ
คำสอน”
ฮอร์เนอร์ตีความหมายของ
“ธรรมะ” ใกล้เคียงกับนางริส เดวิดส์ (ใน
หนังสือ Sakya) มาก เธอกล่าวว่า
“พระโคตมะทรงถือว่า “ธรรมะ” เป็น
ความจริงสูงสุด ในขณะที่พรหมถือ
อุปนิษัท” และพระโคตมะทรงเชื่อว่า
มีระเบียบอย่างหนึ่งที่อยู่เหนือสภาวะ
ของธรรมชาติได้ลงมาอยู่ในตัวมนุษย์
ผู้มีจิตศรัทธาปสาทะ ย่อมยกระดับ
ใจของตนให้สูงบรรเจิดขึ้นสู่สิ่งนั้น
ด้วยแสงแห่งตน หรือแสงแห่งธรรมะ
ในบุคคลผู้นั้นเอง และมนุษย์ผู้ถึง
พร้อมด้วยตัวตน (อัตตา) ย่อมเป็นที่
พึ่ง และเป็นแสงสว่างนำทางดุจโคม
ประทีป มนุษย์ผู้ถึงพร้อมด้วยสติ
ปัญญา ย่อมมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
อยู่ในใจตนเสมอ
ค.ศ. ๑๙๕๘ เธอได้เขียนบท
ความชื่อ Early Buddhist * Dharma
เป็นการตีความคำว่า “ธรรมะ” ใน
แง่ของปรัชญา คำสอน หรือลักษณะของ
“ธรรมะ” ในพระสูตร คำนี้ ลำดับแรก
“ธรรมะ” หมายถึง สภาพอันเป็นธรรม
ชาติ หรือ สภาวะของสิ่งมีชีวิตและ
ไม่มีชีวิต เป็นกฎการมีอยู่ของสิ่ง
เหล่านี้ เป็นความถูกต้อง และเที่ยง
ธรรม สิ่งที่ถูกต้องเที่ยงธรรมจึง
หมายถึงสิ่งที่มีสัจจะอยู่ในตัวของมัน
เอง ด้วยเหตุนี้ ธรรมะจึงมีความ
หมายได้อย่างหนึ่งว่า ความจริง หรือ
สัจธรรม ซึ่งมาจากความหมายเต็มว่า
ความจริงทางศาสนา นั่นก็คือ คำ
สอนในพุทธศาสนานั่นเอง “ธรรมะ”
ยังมีความหมายอย่างอื่นได้อีก เช่น
ความหมายคล้ายกับคำว่า Conscience
หรือ Self ที่แปลว่า อัตตาตัวตน อัน
เป็นเครื่องส่งกำลังที่อยู่ภายใน ที่จะบอก
Kalyanamitra.org
ให้เราทราบว่า สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด
ฮอร์เนอร์ เห็นด้วยกับไกเกอร์ว่า
“ธรรมะ” มีหลายความหมาย และนวล
ของภาษาก็มีมากเช่นกัน ทำให้ความ
หมายหนึ่งเลื่อนไปหาอีกความหมายหนึ่ง
ได้เสมอ เพราะฉะนั้นคำว่า “ธรรมะ”
ในข้อความตอนใดตอนหนึ่ง จึงมิได้มี
ความหมายตายตัวเสมอไป เราจะต้อง
เลือกความหมายที่เหมาะสมขึ้นมาพิจาร
ณา แล้วเธอก็สรุปว่าถ้าเราไม่ต้องแปล
คำว่า “ธรรมะ” เสียเลยจะดีกว่า เนื่อง
จากมันมีความหมายอยู่ในตัวของมันเอง
แล้ว เธอได้ยึดถือคำแปล “ธรรมะ
ตามแบบอย่างของโบราณที่ใช้เป็นมาตร
ฐานมาตลอด ดังนี้ว่า “ธรรมะเป็นสิ่ง
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
เกี่ยวเนื่องด้วยปัจจุบัน ไม่ขึ้นกับกาล
เวลา เมื่อปฏิบัติแล้วย่อมเห็นผลอัน
นําไปสู่ความรุ่งเรือง และเป็นสิ่งที่ผู้
รู้จะรู้ได้ก็เฉพาะตน” คำว่านิพพาน
ก็มีความหมายคล้ายกัน จึงเทียบเคียง
ได้ว่า ธรรมะกับนิพพาน ย่อมไม่แตก
ต่างจากกัน
ฮอร์เนอร์กล่าวว่า ต้นโพธิ์เป็น
แกนหลักของโลก และพระพุทธเจ้า
ทรงเป็นตถาคต ทรงเป็นผู้ที่กลาย
เป็นธรรมะ (ธรรมกาย) และผู้ที่เป็น
พรหม (พรหมกาย) อันแปลตามตัว
หนังสือได้ว่า กายของธรรมะ กาย
ของพรหม (แต่ฮอร์เน่อร์ก็ไม่ได้ชี้ชัดลง
ไปว่า ธรรมะกับพรหม เหมือนกันหรือ
ไม่อย่างไร) บางครั้ง “ธรรมะ” หมาย
ถึงพรหมก็ได้ นั่นคือ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดี
ที่สุด เป็นสิ่งที่อยู่สูงสุด คำว่าพรหม
มีความหมายเช่นนี้ในพุทธศาสนาสมัย
ต้นและยังคงมีอยู่ในอรรถกถาภาษา
บาลีสืบมาจนถึงปัจจุบัน
อ่านต่อฉบับหน้า