ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธรรมเนียมประเพณีอย่างคนที่เจริญแล้ว แต่พระ
มหากษัตริย์ของไทยนั้นทรงเต็มพระทัยเสียสละความสุข
ส่วนพระองค์ ที่จะได้ทรงพระเกษมสำราญอยู่ใน
มหาปราสาทราชวัง เสด็จพระราชดำเนินไปตาม
หัวเมืองชนบท เพื่อทรงสอดส่องดูแลทุกข์สุขประ
ชาชนของพระองค์ เหมือนกับที่พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยี่ยมสามัญชนที่
เรียกว่า “ประพาสต้น” ด้วยทรงปรารถนาที่
จะใกล้ชิดประชาชนของพระองค์ให้มากที่สุด โดยที่
ราษฎรมิทราบว่าพระองค์คือพระเจ้าแผ่นดินของ
พวกเขา
พระพุทธเจ้าหลวง ทรงมีพระวิจารณญาณ
เล็งเห็นการณ์ไกล ทรงพระราชดำริว่าการเป็นทาสทำ
ให้พลเมืองขาดสิทธิและเสรีภาพ จึงทรงมีพระราโชบาย
ให้เลิกทาส โดยดำเนินการเป็นขั้นตอนมิให้กระทบ
กระเทือนต่อเจ้าของทาสและตัวทาสเอง ทรงเลิกทาส
โดยสันติวิธี โดยมิต้องเสียเลือดเนื้อของไพร่ฟ้า
ข้าแผ่นดินแต่อย่างใด พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของ
ประชาชน ชาวไทยจึงร่วมกันสละเงินทองเพื่อสร้าง
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าถวาย
ในขณะที่ยังดำรงพระชนม์อยู่และถวายพระนามว่า
“สมเด็จพระปิยมหาราช”
คุณปราสาทกล่าวว่า “ผมรักและรู้สึกผูกพัน
ในพระองค์ท่านมาก จึงให้สร้างตึกฝรั่งขึ้น
เพื่อรวมรักษาสิ่งต่าง ๆ ที่จะเป็นอนุสรณ์ระลึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์” เช่นเดียวกับ
ชาวไทยทั้งปวงที่ได้สำนึกและตระหนักว่า หากไม่มี
พระพุทธเจ้าหลวงแล้ว ป่านฉะนี้เมืองไทยคงเต็ม
ไปด้วยพลเมืองที่เป็นทาส ขาดความเป็นไทในชีวิต
เบื้องหน้าของตึกฝรั่ง เป็นสวนรวมปาล์ม
นานาชนิดที่หายาก เช่น ปาล์มเจ้าเมืองภูเก็ตหรือปาล์ม
หลังขาว บางชนิดก็มีเพียงต้นเดียวในเมืองไทย
หอแก้ว...สร้างจากจินตนาการในภาพเขียนยุค
โบราณ ลักษณะเป็นศาลาทรงไทย หลังคาทําด้วย
ไม้สักล้วน ๆ หากแกะสลักลวดลายเหมือนมุงด้วย
กระเบื้องทั้งหลัง บนยอดหลังคาทำเป็นแนวไม้ “บรา
ลี” เพื่อกันมิให้นกกามาถ่ายมูลรดหลังคาให้สกปรก
ตามเทคนิคของคนสมัยยุคสุโขทัย ที่มีความฉลาดล้ำ
แฝงอยู่ในงานฝีมือ หอแก้วสร้างอยู่กลางสระน้ำ
ซึ่งคุณปราสาทบอกว่าในอนาคตจะเป็นหอสมุดที่
เก็บรักษาคัมภีร์ สมุดข่อย หรือหนังสือจารึกของสมัย
โบราณ
จากสะพานสีขาวทอดโค้งสู่ “หอพระ” ซึ่ง
จำลองลักษณะของโบสถ์วัดไทย บานประตูประดับ
ด้วยภาพเขียนลายรดน้ำลงรักปิดทอง ตามแบบ
"หอพระ"
ศิลปะไทยยุคกรุงศรีอยุธยา สำหรับ “หอพระ”
นี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยุคสุโขทัย เพื่อใช้
ทำพิธีในเทศกาลสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา
บางครั้งก็เปิดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม ซึ่งส่วนใหญ่
นักท่องเที่ยวที่มาชม “พิพิธภัณฑ์ ปราสาท” จะเป็น
ชาวต่างประเทศ
เราจาก “พิพิธภัณฑ์ ปราสาท” มาด้วยความ
รู้สึกที่งดงาม...ซาบซึ้ง และภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์
ของชาติไทย ซึ่งมีอารยธรรมเก่าแก่ที่เจริญรุ่งเรืองมา
นานไม่แพ้ชนชาติใดในโลก สิ่งสำคัญยังมีบุคคลที่มี
เลือดรักชาติ รักความเป็นไทยอย่างเต็มตัว พร้อม
เสมอที่จะอุทิศการทำงานเพื่อรักษาศิลปะของชาติเอา
ไว้ทั้งในรูปของงานฝีมือและโบราณวัตถุ ความรู้สึก
จากใจของเขายังประทับอยู่ในความทรงจำของเรา
เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้เราได้ช่วยอนุรักษ์มรดกล้ำค่า
ของชาติ ไม่ว่าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุต่าง ๆ จะอยู่ส่วน
ไหนของประเทศ ตามวัดวาอาราม ตามพิพิธภัณฑ์
สถานที่ราชการ หรือในส่วนของเอกชน เป็นหน้าที่
ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลรักษา มิใช่ปล่อย
ให้ถูกทำลายด้วยความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่ม
ที่ยอมขายมรดกของชาติให้แก่ต่างชาติได้ เพราะ
ขุมทรัพย์ทางปัญญาแห่งเชื้อชาติย่อมปรากฏเป็น
หลักฐานในรูปของวัตถุโบราณ และโบราณสถาน
ทั้งหลาย เหมือนที่คุณปราสาท วงศ์สกุล ได้ถ่ายทอด
ความรู้สึกเอาไว้ว่า
“ประเทศที่เจริญแล้ว เขาเห็นความสำคัญของ
โบราณวัตถุมาอันดับหนึ่ง แต่ของชาติไทยมีมากเสีย
จนลืมความสำคัญไป เรียกว่าเกิดมาลืมตาดูโลก ก็เห็น
วัดเห็นวัง ต้นแบบแห่งศิลปะจนเคยชิน เราจะเห็นได้
ว่าคนสมัยก่อนผลิตทำอะไรออกมามีความประณีต
สวยงาม เพราะเขามีสุขภาพจิตดี มีเวลาที่จะทุ่มเทให้
กับงานศิลปะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงานกับผม ผมต้อง
เลี้ยงดูเขาให้ดี ไม่ให้มีปัญหาทางครอบครัว คือการให้
สุขภาพจิตที่ดีงามกับเขาก่อน ผลงานจึงจะออกมาดี
เพราะงานศิลปะนั้นต้องใช้ฝีมือ ไม่เหมือนงานอย่าง
อื่นที่ใช้เครื่องจักรช่วยได้
หอแก้ว...
แต่เราก็ช่วยกันออกแบบ ทำงานร่วมกัน ด้าน
วิชาการผมไม่มีนะครับ แต่ผมได้ความคิดจากประสบ
การณ์ อย่างพระตำหนักแดงนี้ ผมดูไปศึกษาไป
เรียกว่าแกะกันทุกสัดส่วน แล้วเราก็สร้างออกมาขนาดนี้
ไม่มีการสร้างแบบก่อนเลย ทำกันแบบโบราณคือนำช่าง
ฝีมือไปศึกษาด้วยกัน แล้วนำมาคำนวณบวกกับเทคนิค
สมัยใหม่ ผลงานจึงออกมาดูดี เพราะฉะนั้นที่นี่ทำงาน
ไม่มีการทุบไม่มีการรื้อ ผมมีความสุขที่ได้ทำงาน
ไม่ได้คิดว่าทำงานแล้วจะได้กำไรอะไร เพราะในความ
คิดส่วนตัว ผมว่างานอนุรักษ์เป็นงานที่ละเอียดอ่อน
เพราะศิลปวัตถุโบราณพวกนี้เราเก็บรวบรวมได้
มากเท่าไรก็เป็นผลดีกับประเทศของเราใช่ไหม
ครับ เพราะบ่งบอกถึงความเป็นศักดิ์ศรีของชาติ
ที่มีอารยธรรมนะครับ ของเหล่านี้ที่เห็นอยู่นะครับ
ผมสะสมมาตั้งแต่เด็ก ก ๆ เลย เป็นชั่วชีวิตของผม
นะครับ ให้ผมขายของพวกนี้แล้วไปอยู่ต่างประ
เทศเสวยความสุขอย่างเห็นแก่ตัว
ผมไม่เอา
หรอกครับ เราเป็นคนไทยอยู่ที่ไหนก็ไม่ดีเท่า
ประเทศของเราหรอก เป็นประเทศที่เรารักมากที่
สุด มีความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง ต่างประเทศ
นะครับ เขาอยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่มาเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่แก่คนอื่นอย่างคนไทยหรอกครับ....”
20000
พฤษภาคม ๒๕๖๑
Kalyanamitra.org
๑๔