ข้อความต้นฉบับในหน้า
ถามของท่าน ปลุกประสาทรับรู้ของผมให้
หวั่นไหว
“พรต เป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมใช้
คำถามกำกวม ระมัดระวัง
“เขาก็ไปอย่างสบาย ๆ ไม่ทรมานหรอก
ค่ะ ฉันเป็นแม่จะให้ตัดใจง่าย ๆ ก็ทำไม่ได้
คิดดูซิ เขาไม่ใช่คนขี้โรค ความชั่วความบาปก็
ไม่เคยแตะ อายุก็เพียงแค่นี้ ยังหนุ่มยังแน่น
อยู่แท้ๆ ... หากเรายากจนเงินทอง ถ้าเขา
แก่หง่อมขนาดฉันก็ว่าไปอย่าง นี่อยู่ดี ๆ ....
ผมนั่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์ ขณะฟัง
ท่านเล่าพร้อมกันนั้นสมองก็พล่านคิดหาเหตุผล
เกี่ยวกับพรต
"
ประหลาด...ถ้าอย่างนั้นคงเป็นพรตจริง ๆ
ที่ไปหาผม พูดกับผม
เชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไร” ผมพึมพำไม่อยาก
“พวกเราก็คิดอย่างคุณกันทั้งบ้าน แต่
มันก็เป็นความจริง....มาเถอะค่ะ ฉันจะพาคุณ
ขึ้นไปเอาหนังสือ”
ทั้ง ๆ ที่สงสัยเต็มประดาแต่ผมก็ปิดปาก
เงียบไม่ซักถาม อยากจะรู้ว่ามีอะไรอีกที่จะทำ
ให้ผมประหลาดใจมากไปกว่าที่กำลังเป็น
อยู่ขณะนี้
ผมค่อย ๆ ประคองท่านให้ก้าวขึ้นบันได
ไปทีละขั้นอย่างช้า ๆ
ภายในห้องของพรตมีหลายอย่างที่ผม
ยังจำได้ แต่ตู้กระจกที่เคยมีหนังสืออยู่เต็มนั้น
กลับว่างเปล่า
พอเขาจากไปแล้วพวกพี่ ๆ เขาจะให้เด็กมาซื้อ
ของออกจัดใหม่ ฉันก็เลยขอร้องไว้ รอให้
นานกว่านี้สักหน่อยค่อยเปลี่ยน”
ท่านพูดพลางหย่อนตัวลงนั่งบนเตียง
ซึ่งคลุมไว้ด้วยผ้าคลุมลูกไม้สีขาวดูสะอาด
ตา
“เช้า ๆ ฉันให้เด็กขึ้นมาเปิดหน้าต่าง
ทำความสะอาดทุกวัน เด็กมันกลัวก็ขอให้ฉัน
ขึ้นมาเป็นเพื่อน ไม่รู้เหมือนกันทำไมฉันจึงรู้
สึกว่าเขายังอยู่..."
อีก
ผมกลั้นใจ รอฟังว่าท่านจะพูดอะไร
“เปิดตู้ทึบสิคะ ห่อหนังสือในนั้นเป็น
ของคุณ” ท่านเปลี่ยนเรื่องพูด
“ลายมือของพรตนี่ครับ” ผมโพล่งออก
มาอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นชื่อของผมบนกระ
ดาษห่อหนังสือ
“ค่ะ เขาห่อเอง ปลายปีที่แล้วเขารวบรวม
หนังสือไปให้ห้องสมุดหลายแห่ง เหลือไว้
เฉพาะที่ห่อไว้ให้คุณ เขาชอบอ่านหนังสือมาก
สมัยเด็กก็อ่านนิทาน โตขึ้นก็หันมาอ่านประวัติ
ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาการต่าง ๆ ไม่
ทราบว่าที่ให้คุณเป็นประเภทไหน ฉันไม่เห็น
ตอนที่เขาห่อ”
ผมเดินไปนั่งคุกเข่าลงข้าง ๆ ท่าน ประ
คองมือของท่านไว้
“กรุณาเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับว่า
พรตจากไปเพราะอะไร”
มือของท่านในมือของผมกระตุกเล็กน้อย
ให้ผ่าตัดลอกเอาเยื่อที่หุ้มออก บังเอิญระหว่าง
การผ่าตัดเขาเกิดอาการสำลัก มันสุดวิสัย
ที่หมอจะช่วยทัน.....”
เสียงของท่านขาดหายไป ขณะที่ร่อง
แก้มมีน้ำตาไหลออกมาเป็นทางยาว ผมใช้นิ้ว
เขียน้ำตาจากแก้มให้ท่านเบา ๆ
“เมื่อไหร่ครับ” ทั้ง ๆ ที่สงสาร แต่ความ
สงสัยทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะถามต่อ
“ครบ ๒ อาทิตย์พอดีเมื่อวานนี้
“ผมเพิ่งกลับจากเบลเยี่ยมเมื่อวัน
อาทิตย์ ไม่อย่างนั้นคงได้มาร่วมพิธีด้วย มี
เพื่อน ๆ มากันเยอะไหมครับ”
“มีเฉพาะเพื่อนชาวเชียงใหม่ เขารู้ก็มา
กันเอง มันกะทันหัน อีกอย่างฉันก็มัวแต่เสีย
ใจพวกพี่เขาพากันเป็นห่วงก็เลยไม่ได้ส่งข่าว
ไปบอกใคร”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีใครทราบ กลับ
ไปผมจะบอกเขาเองครับ”
“แค่ส่งข่าวให้รู้กันก็พอ ขอโทษขอโพย
แทนฉันด้วย ไม่ต้องโทรมาเสียใจกับฉัน ฉัน
ไม่อยากให้ใครมาย้ำว่าเขาตายไปแล้วจริง ๆ
ทุกวันนี้ฉันอยู่ได้ก็เพราะหลอกตัวเอง” ท่าน
พูดพลางสะอื้นไห้
“โธ่...คุณแม่....” ผมจนปัญญา ไม่รู้จะ
หาคำพูดใดมาปลอบใจท่าน
อ่านต่อฉบับหน้า
“ห้องนี้พรตอยู่มาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เคย ผมจึงบีบมือท่านเบา ๆ “กรุณาเถอะครับ”
เปลี่ยนแปลงหรือตกแต่งเพิ่มเติมเลยสักครั้ง
“ตาเขามัวมาหลายปีแล้ว หมอแนะ
พฤษภาคม ๒๕๓๑
๗๙
Kalyanamitra.org