ประวัติประชาธิปไตยในอังกฤษ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 5 หน้า 36
หน้าที่ 36 / 126

สรุปเนื้อหา

แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา คนชั้นแรงงานของอังกฤษเริ่มมีสิทธิ์มีเสียงมาก ขึ้น พรรคแรงงานจึงมีคนนิยมมากขึ้น และเติบ โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่พรรคเสรีนิยม ค่อย ๆ เสื่อมลงจนกลายเป็นพรรคการเมือง เล็ก ๆ พรรคหนึ่ง นาน ๆ จะมีนายกรัฐมนตรีที่ มาจากพรรคนี้สักครั้งหนึ่ง และพอเป็นแล้วก็ อยู่ได้ไม่นาน นอกจากพรรคการเมืองที่ได้กล่าวมานี้ แล้ว ยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยอีก ๒-๓ พรรค เช่น สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ แต่ โอกาสที่พรรคเหล่านี้จะมาบริหารประเทศนั้น ถือได้ว่าไม่มี ระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษนั้น มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เริ่มจากการที่ กษัตริย์ถูกจำกัดอำนาจลง โดยพวกขุนนางใน คริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ พระเจ้าจอห์นถูกบังคับ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในธรรมนูญให้สิทธิ์ แก่ขุนนางที่เรียกว่า แม็กนาคาร์ตา (M

หัวข้อประเด็น

- ประวัติประชาธิปไตยในอังกฤษ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา คนชั้นแรงงานของอังกฤษเริ่มมีสิทธิ์มีเสียงมาก ขึ้น พรรคแรงงานจึงมีคนนิยมมากขึ้น และเติบ โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่พรรคเสรีนิยม ค่อย ๆ เสื่อมลงจนกลายเป็นพรรคการเมือง เล็ก ๆ พรรคหนึ่ง นาน ๆ จะมีนายกรัฐมนตรีที่ มาจากพรรคนี้สักครั้งหนึ่ง และพอเป็นแล้วก็ อยู่ได้ไม่นาน นอกจากพรรคการเมืองที่ได้กล่าวมานี้ แล้ว ยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยอีก ๒-๓ พรรค เช่น สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ แต่ โอกาสที่พรรคเหล่านี้จะมาบริหารประเทศนั้น ถือได้ว่าไม่มี ระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษนั้น มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เริ่มจากการที่ กษัตริย์ถูกจำกัดอำนาจลง โดยพวกขุนนางใน คริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ พระเจ้าจอห์นถูกบังคับ ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในธรรมนูญให้สิทธิ์ แก่ขุนนางที่เรียกว่า แม็กนาคาร์ตา (Magna Carta) หรือ “มหาบัตร" ซึ่งคนอังกฤษถือว่า เป็นธรรมนูญให้สิทธิ์แก่มนุษยชนเป็นอันแรก ในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๒๑๕ พร้อม กับการเกิดสภาขุนนางที่ร่วมกันปรึกษาหารือ เรื่องการบริหารบ้านเมือง สภาขุนนางนี้เริ่มมี อำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ อำนาจของกษัตริย์ จึง ถูกถ่ายเทมายังที่ประชุมของขุนนาง ระยะ ต่อมาเกิดสภาผู้แทนราษฎรขึ้น ทำให้ประ ชาชนในชนบทส่วนต่าง ๆ ของอังกฤษเริ่มมีสิทธิ์ มีเสียงมากขึ้น ในสมัยต่อมา สภาผู้แทนราษฎรมี อำนาจมากขึ้น เนื่องจากชนชั้นกลางเริ่มมี การศึกษาดีขึ้น ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มนุษย์เจริญขึ้น สังคมเริ่มเปลี่ยนแปลง การปกครองในรัฐสภาก็เริ่มมีตำแหน่งต่าง ๆ เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ มีการแบ่งงานตามความรับผิดชอบตามสาย งานที่ถนัด และมีการแบ่งสมาชิกสภาออกเป็น สองฝ่าย คือ ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล การมีระบบการปกครองที่เป็นปึกแผ่น มีรัฐบาลที่เข้มแข็งทำให้อังกฤษก้าวเข้าสู่ยุค ของการล่าอาณานิคม และสามารถขยาย อาณานิคมของตนได้มากมาย ถึงจะมีการเลือกตั้งเป็นระเบียบแบบ แผนแล้วก็ตาม เมื่อร้อยกว่าปีก่อนนี้ การซื้อ เสียงของผู้สมัครสภาผู้แทนราษฎรก็ยังมีอยู่ แพร่หลาย แต่ลดน้อยลงเมื่อถึงยุคที่อังกฤษ หันมาเคร่งครัดกับศีลธรรม การฉ้อราษฎร์บัง หลวงถือว่าเป็นความผิดที่น่าละอาย เป็นค่า นิยมที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ สภาขุนนาง (House of Lords) ในปัจจุ บันนี้ยังมีอยู่ เป็นส่วนที่พวกเจ้านายของอัง กฤษรับตำแหน่งตกทอดกันมาตามสายโลหิต ไม่มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเหมือนวุฒิสภา ของเรา และมีกฎเกณฑ์ประเพณีจุกจิกของ ตนมากมายในการประชุมและระบบการดำ เนินงาน การที่ไม่มีใครลบล้างกฎเกณฑ์ที่ บรรพบุรุษของตนได้วางไว้ ทำให้เกิดความ มั่นคงทางการเมือง แม้ไม่มีกฎหมายหรือรัฐ ธรรมนูญที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็น เพียงประเพณีที่เป็นนามธรรมเสียมาก ทุกคนก็ รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเองอย่างดี การ ปฏิวัติรัฐประหารในประเทศนี้นั้นเป็นสิ่งที่เป็น ไปไม่ได้ที่สุด คนอังกฤษเห็นการปฏิวัติรัฐประหารเป็น เรื่องคอขาดบาดตาย หมายถึงการล้มล้าง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีกันมาแต่โบร่ำ โบราณ เป็นความจริงอย่างหนึ่งว่า ประชาธิป ไตยนั้นเป็นของใหม่สำหรับสังคมในบ้านเรา เพราะเป็นระบบแบบแผนที่มีวิวัฒนาการใน ต่างแดน เมื่อปุบปับนำมาในสังคมของเรา ซึ่งก็มีประเพณี วัฒนธรรมและค่านิยมเป็น ของตนเองมาช้านานนั้น ย่อมมีปัญหาขลุกขลัก เสมอ จะให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนในประ เทศเจ้าของระบบเดิมของเขามิได้ หัวใจสำคัญที่เป็นรากฐานในการที่ ประเทศอังกฤษ ได้พัฒนาประชาธิปไตย ของเขามาได้จนถึงระดับนี้นั้น เพราะ เขาประสบความสำเร็จในการอบรม เยาวชนของเขาให้เข้าใจในกฎระเบียบที่ เป็นนามธรรมอย่างมาก ๆ ได้ ส่วนหนึ่ง ของความสำเร็จ ได้มาจากวิวัฒนาการใน ระบบการศึกษา แต่อีกส่วนหนึ่งที่อาตมา เห็นว่าสำคัญมากกว่า คือเรื่องแบบแผน การเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวของเขา โดย เฉพาะวิธีการเลี้ยงลูกของชนชั้นกลางที่มี การศึกษาดี ซึ่งเป็นพวกที่จะมีบทบาทใน การบริหารประเทศมากที่สุด เด็กอังกฤษที่เติบโตจากครอบครัวที่ ฐานะปานกลาง การศึกษาดี จะมีความเป็น ผู้หลักผู้ใหญ่ ถึงแม้จะวิ่งเล่นซุกซนพอ ๆ กับ เด็กในเมืองเรา แต่เขาจะรู้จักสิทธิหน้าที่ ความ รับผิดชอบ รู้เหตุรู้ผลและดูแลตนเองได้เป็น อย่างดี และเมื่อถูกไต่ถามถึงความเห็นอย่าง หนึ่งอย่างใดก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เฉียบ คม สิ่งหนึ่งที่อาตมาไม่เคยเห็นเลยในบ้าน ของชาวอังกฤษ คือ การเฆี่ยนตีลูก แม้จะตี ด้วยมือก็ตามก็ไม่ปรากฏ แม้ลูกของเขาจะชน แสนซนอย่างไร พ่อแม่ก็จะใช้ความอดทน อธิบายแล้วอธิบายอีก ให้ลูกของเขาทราบถึง เหตุถึงผล อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ใน สถานการณ์แบบเดียวกัน ถ้าใช้มาตรฐานของ ไทยเข้าไปเทียบดู อาตมาเชื่อว่าพ่อแม่ไทยคง จะตีลูกไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อถามเขาดูว่าทำไมเขาไม่มีลูกเลย เขาก็ตอบว่าการตีนั้นจะสร้างผลร้ายให้กับเด็ก จากการบันดาลโทสะของพ่อแม่นั้น จะเป็น ๓๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More