ข้อความต้นฉบับในหน้า
:
ประสงค์ เรือได้อับปางลงในท่ามกลางมหาสมุทรนั้น
ท่านพาหิยะครั้นบริโภคอาหารที่ชาวบ้านเขานำ
พวกชนที่ร่วมเดินทางมาในเรือนั้นทั้งหมด ได้ตกเป็นเหยื่อ มาให้แล้วจึงไปพักอยู่ที่ศาลเจ้าซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับตำบลนั้น
ของปลาและเต่าจนหมดสิ้น ยังเหลืออยู่แต่ท่านพาหิยะ
เพียงคนเดียว เพราะเกาะไม้แผ่นกระดานได้หนึ่งแผ่น
จึงใช้ความพยายามแหวกว่ายไปในน้ำอยู่ ๗ วัน ในที่สุด
ไปขึ้นที่ ท่าเรือสุปปารกะ ผ้านุ่งผ้าห่มของท่านพาหิยะ
ไม่เหลือติดตัวเลย
ท่านพาหิยะพอขึ้นท่าเรือสุปปารกะได้แล้ว และ
มาทราบว่าสถานที่นั้นมีประชาชนปลูกบ้านสร้างเมืองอาศัย
อยู่ จึงคิดที่จะเข้าไปสู่หมู่บ้านของประชาชนเหล่านั้น
แต่ท่านพาหิยะหวนคิดได้ว่าการที่เราจะเข้าไปด้วยไม่ได้
นุ่งห่มผ้าเช่นนี้ เป็นอาการที่ไม่เหมาะไม่ควร จึงไปเก็บ
เอาสาหร่ายมาพันกายพอเป็นเครื่องปิดบังสิ่งที่ควร
ละอาย แล้วถือเอากระเบื้องอันหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ที่ศาลเทพา
รักษ์ ต่อจากนั้นก็ออกเดินเที่ยวขออาหารไปในหมู่บ้าน
ต่าง ๆ นั้นเพื่อเลี้ยงชีพ
บุคคลทั้งหลายครั้นพอได้เห็นท่านพาหิยะโดยที่
ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน จึงคิดกันว่า ถ้าท่านผู้มี
ชื่อว่าพระอรหันต์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลกนี้แล้ว พระ
อรหันต์ทั้งหลายเห็นจะเป็นผู้มีความสันโดษมักน้อยและ
สงบอย่างท่านผู้นี้เป็นแน่ เพราะท่านผู้นี้ไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม
ท่านเป็นผู้ปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์หรือ ๆ จะถือเอาผ้าที่มหา
ชนให้เป็นประการใดหนอ เพื่อต้องการจะทดลองดู
ให้รู้แน่ชัด จึงจัดการนำเอาผ้านุ่งผ้าห่มเป็นจำนวนมาก
มาให้แก่ท่านพาหิยะ
ท่านพาหิยะนั้นพลันฉุกคิดขึ้นได้ว่า นี่ถ้าเราไม่ได้
มาด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลเหล่านี้ก็คงไม่เลื่อมใส
เรา เราจะกล่าวลวงชนเหล่านี้ เพื่อเป็นทางหาเลี้ยงชีพของ
บุคคลทั้งหลายพากันติดตามท่านไป และช่วยกันจัดปัด
กวาดศาลเจ้านั้นให้เป็นที่พัก
เมื่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาช่วยให้ท่านพาหิยะพิจารณา
เห็นว่า ความเป็นผู้กระทำคนที่ผิดไปจากคนธรรมดา
สามัญเขากระทำกัน ก็กระทำให้ท่านเป็นคนสำคัญที่มีผู้
มาเคารพนับถือมาก ท่านพาหิยะจึงคิดว่า บุคคลพวกนี้
เลื่อมใสในตัวเรา ด้วยเหตุที่เรานั่งสาหร่ายปิดบังความ
อาย ต่างได้พากันมากระทำสักการบูชาแก่เราถึงเพียง
นี้ เราควรกระทำให้อุกฤษฎ์ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก จึงไป
เที่ยวนำเอาเปลือกไม้เบา ๆ มากระทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่มจึง
มีชื่อว่า พาหิยทารุจีริยะ แปลว่าพาหิยะผู้นุ่งผ้าเปลือก
ไม้ แล้วอาศัยเลี้ยงชีพอยู่ในที่นั้นต่อไป
ชีวประวัติของพระพาหิยเถระในตอนต่อ
ไปนี้ นอกจากจะมีกล่าวไว้ในคัมภีร์มโนรถบูรณ์
แล้ว ยังมีปรากฏในพาหิยสูตรคัมภีร์ขุททกนิกาย
อุทาน ด้วยว่า
ครั้งนั้นท่านพาหิยทารุจีริยะหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ
ได้เกิดความปริวิตกขึ้นในใจอย่างนี้ว่า เราเป็นคนหนึ่งใน
จำนวนพระอรหันต์ หรือผู้ถึงอรหัตมรรคในโลก
ในคราวนั้นพระภิกษุรูปหนึ่งในจำนวนพระภิกษุ
๓ รูป ผู้เคยกระทำสมณธรรมร่วมกันมา แต่ครั้งพระ
ศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าโน้น ได้เกิดอยู่ในสุทธาวาส
พรหมโลก เป็นสุทธาวาสมหาพรหม พอเกิดแล้วจึงเล็ง
ดูสมบัติของตน และระลึกถึงชาติหนหลังได้ว่า ตนได้ขึ้น
ไปสู่ภูเขากระทำสมณธรรมอยู่กับเพื่อนภิกษุอีก
รูปด้วยกัน จึงพิจารณาต่อไปว่าภิกษุอีก 5 รูปนั้นไปเกิด
♡
เราต่อไป คิดแล้วจึงกล่าวปฏิเสธไม่ยอมรับผ้านุ่งผ้าห่ม ในสถานที่ไหน ก็เห็นได้ว่า รูปหนึ่งปรินิพพานแล้ว
ที่บุคคลทั้งหลายทํามาให้
อีก ๕ รูป เกิดอยู่ในกามาวจรเทวโลก และจึงนึกถึงภิกษุ
บุคคลทั้งหมดที่พากันนำผ้าทั้งหลายมาให้แก่ท่าน ทั้ง ๕ รูปนั้นอยู่เสมอว่า เวลานี้รูปไหนอยู่ ณ ที่ใดบ้าง
พาหิยะเพื่อจะทดลอง เมื่อท่านพาหิยะไม่ยอมรับผ้าทั้ง
หลายเหล่านั้นก็ยิ่งมีความเลื่อมใสเพิ่มมากขึ้น และได้นำ
อาหารมาให้และทำสักการบูชาแก่ท่านพาหิยะเป็น
อันมาก
แล้วก็ได้แลเห็นท่านพาหิยะ ผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้ เลี้ยงชีวิต
ด้วยการลวงโลกอยู่ที่ท่าสุปปารกะ ก็เกิดความสงสารว่า
พาหิยะนี้จะพินาศเสียแล้ว แต่พาหิยะนี้เมื่อกระทำสมณ
ธรรมอยู่ในปางก่อนก็ไม่ยอมฉันบิณฑบาตที่พระอรหันต์
พฤษภาคม ๒๕๖๑
Kalyanamitra.org