ข้อความต้นฉบับในหน้า
บังเอิญวันหนึ่งเจ้าของบ้านพาคุณยาย
ไปที่วัดปากน้ำด้วย ได้ฝากคุณยายให้อุบาสิกา
ทองสุก พาไปนั่งสมาธิในที่ที่หลวงพ่อวัด
ปากน้ำท่านสอนธรรมะ วันนั้นเป็นวัน
พฤหัสบดี ตอนบ่ายหลวงพ่อท่านออกสอน
ด้วยตนเอง อุบาสิกาทองสุกนำคุณยายเข้า
นมัสการฝากตัว หลวงพ่อกล่าวทักคุณยาย
คำแรกด้วยคำว่า “มึงมันมาช้าไป” แล้วส่ง
ตัวคุณยายเข้าในสถานที่สำหรับฝึกวิชชาชั้นสูง
ทันที พอเจ้าของบ้านจะกลับได้นมัสการ
ขอคุณยายคืนจากหลวงพ่อ ท่านไม่ยอมให้
เขากลับบ้านไปด้วยความเสียดายคุณยายเป็น
อย่างยิ่ง พวกลูก ๆ ของเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ส่วนคุณยายอาจารย์ของเรา อุบาสิกา
ทองสุกเป็นผู้จัดการโกนผม และได้ถือเพศ
เป็นอุบาสิกาในเช้าวันรุ่งขึ้นนั่นเอง
รู้จริง เห็นจริง ต้องอาศัย
ความรู้ที่เกิดจาก
“การเห็น”
เมื่อเป็นเพศนักบวชแล้ว หลวงพ่อท่าน
ให้เข้าฝึกสมาธิค้นวิชชาที่ลึกซึ้ง โดยไม่ต้อง
ผ่านการทดสอบเหมือนคนอื่น ๆ นิสัยของ
คุณยายแต่ไหนแต่ไรมา ท่านชอบทำสิ่งใด
ก็ตาม ให้เป็นที่ชอบใจถูกใจผู้ใหญ่ เมื่อได้
ฝึกปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อ จึงตั้งใจปฏิบัติ
อย่างเอาจริง ใจจดใจจ่อ หลวงพ่อจะสั่งสอน
ธรรมะเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นขั้นต้นหรือขั้นลึกซึ้ง
คุณยายจะตามรู้ตามเห็นเป็นอย่างดีทุกเรื่อง
ด้วยเหตุที่ไม่มีความรู้ทางหนังสือเอาเสียเลย
การจะรู้เรื่องใด ๆ คุณยายจำต้องอาศัยความรู้
ที่เกิดจาก “การเห็น” เท่านั้น ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งรู้
ยิ่งดูก็ยิ่งเห็น ไม่ว่าจะเป็นธรรมะขั้นสูงเช่นเรื่อง
วิปัสสนามี ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ
ปฏิจจสมุปบาท คุณยายก็เรียนด้วยการตาม
เห็นทั้งสิ้น ตลอดจนวิชชา “ฝ่ายโปรด ฝ่าย
ปราบ” ที่เป็นวิชชาชั้นสูง ก็เรียนด้วย “การ
เห็น” ทั้งนั้น
๑๘ กัลยาณมิตร
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัด
ปากน้ำ ภาษีเจริญ
โรงงานทำวิชชา
ในสถานที่ฝึกวิชชาธรรมกายขั้นสูง ซึ่ง
เรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” หลวงพ่อจะ
คัดเลือกพระภิกษุ และอุบาสิกา ที่เห็นธรรมะ
ชัดเจนแล้วเท่านั้น ให้ทำการค้นวิชชาต่อ
แบ่งที่อยู่กันคนละฝ่าย พระภิกษุส่วนหนึ่ง
อุบาสิกาส่วนหนึ่งไม่ได้ปะปนหรือพบเห็นกัน
และการปฏิบัติธรรมจะต้องกระทำต่อเนื่อง
ไม่ขาดตอนทั้งวันทั้งคืนตลอด ๒๔ ชั่วโมง
โดยแบ่งเวรกันเป็นชุด ๆ คุณยายของเรา
เป็นหัวหน้าเวรชุดที่สอง คนเป็นหัวหน้าเวร
หลวงพ่อเลือกเอาจากผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้ผล
ดีกว่าคนอื่น ๆ
ลูกศิษย์ที่ดี
มีความเคารพเชื่อฟัง
คือแผนผังของความสำเร็จ
คุณยายเล่าว่า หลวงพ่อมีคำตำหนิ
ลูกศิษย์ที่ปฏิบัติธรรมย่อหย่อนไม่ได้ดังใจท่าน
Kalyanamitra.org
โดยใช้คำเรียกว่า “ไอ้ขี้ไต้” คุณยายกลัว
คำนี้มาก ไม่ต้องการถูกตำหนิด้วยคำนี้เหมือน
คนอื่น ๆ คุณยายจึงตั้งใจในการปฏิบัติธรรม
เป็นพิเศษ สิ่งใดที่หลวงพ่อสอนไว้ขณะเข้า
เวร แม้ออกเวรแล้ว ก็จะนำมาปฏิบัติทบทวน
ไม่พูดคุยกับใคร ๆ หรือหยอกล้อเล่นหัวกัน
เหมือนคนอื่น ๆ ธรรมะของคุณยายจึงรุดหน้า
มาก หลวงพ่อจะสอบถามเรื่องใด ๆ คุณยาย
จะเข้าที่ค้นด้วยการปฏิบัติ นำมาตอบได้
ถูกต้องชัดเจน ยิ่งตอบถูกหลวงพ่อก็ยิ่งใช้ ผล
ที่สุดคุณยายจึงปฏิบัติได้แตกฉาน จนกระทั่ง
หลวงพ่อออกปากชมเชยในที่ประชุมศิษย์
ว่า “เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง” ทำให้คุณยายภูมิใจ
เป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าลองคิดดูถึงถ้อยคำที่หลวงพ่อ
วัดปากน้ำท่านใช้คำตำหนิว่า “ขี้ไต้” คง
หมายความทำนอง “ต้องคอยตักเตือนกัน
อยู่เรื่อย” เพราะปกติแล้ว “ได้” เป็นวัสดุที่ทำ
ขึ้นจากไม้ผุ ๆ ทำให้แหลกสักหน่อย นำไป
คลุกผสมกับน้ำมันยาง ปั้นเป็นแท่งยาว ๆ
ห่อด้วยใบไม้ หรือใส่ในกระบอกไม้ ใช้จุดไฟ
แทนตะเกียง แต่มีข้อเสียอยู่ตรงที่ต้องคอยหมั่น
เขี่ย “ขี้ไต้” คือส่วนที่ไหม้ไฟไปแล้วเหลือแต่
เถ้าถ่าน เพราะถ้าไม่เขี่ยออกทิ้ง ไฟก็จะมอดดับ
ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเขี่ยทิ้งบ่อย ๆ จนน่าเบื่อ
คนเราถ้ารู้จักเกรงกลัวครูบาอาจารย์
กลัวแม้แต่คำตำหนิ อย่างที่คุณยายของเรา
เป็น คนนั้นก็จะต้องตั้งใจกระทำตามคำสั่งสอน
จนเต็มความสามารถ ผลดีย่อมเกิดตามมา
ครูบาอาจารย์เองก็ได้รับความชื่นใจ คุณ
สมบัติในการเป็นลูกศิษย์ที่ดีอย่างคุณยายของ
เรา หาไม่ได้ง่าย ๆ ในยุคปัจจุบัน
ในสมัยที่คุณยายอยู่ใน “โรงงานทำ
วิชชา” คุณยายเล่าว่า ฝ่ายอุบาสิกามีคน
ปฏิบัติได้เก่งพอ ๆ กับคุณยายหลายคน เช่น
คุณยายปุก คุณฉลวย ส่วนนอกนั้นเวลาอยู่เวร
“ทำวิชชา” ชอบทำกัน “ง่อก ๆ แง่ก ๆ” ไม่
ค่อยทุ่มเต็มที่ คุณยายสังเกตดูหลวงพ่อวัด
ปากน้ำท่านชอบใช้คนที่ทำสมาธิได้เก่ง ใคร
กันยายน ๒๔๓๑