ข้อความต้นฉบับในหน้า
งานทางจิต หนักกว่า
งานทางกาย ต้องมุ่ง
เป้าหมายอยู่ตลอดเวลา
การเรียนสมาธิขั้นสูงในห้องทำวิชชา
ต้องเป็นพวกที่เรียนอยู่ด้วยกันเท่านั้น จึงจะรู้
ว่าเป็นงานทางจิต หนักมาก หนักยิ่งกว่างาน
ทางกายหลายเท่าตัว ใจต้องจรดจ่ออยู่กับ
เรื่องที่หลวงพ่อสั่งให้ทำ ต้องเข้าเวรต่อกัน
จะออกไปไหนข้างนอกไม่ได้ มีเตียงให้นอนพัก
อยู่ข้างใน การพูดจาหยอกเย้าเล่นหัว ตลก
คะนอง สนุกสนานทำไม่ได้ พูดคุยได้เฉพาะ
เท่าที่จำเป็น หรือโดยมารยาท เพื่อไม่ให้
เสียงเข้าไปดังรบกวนพวกที่กำลังเข้าเวรทำ
สมาธิค้นคว้าวิชชาอยู่ ขณะเข้าเวรจะต้องเป็น
เวลาทำสมาธิตลอด พูดได้เฉพาะในเวลาถูก
หลวงพ่อถาม ออกจากเวรก็อยู่เตียงใครเตียง
มัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน สำหรับคนขยันแม้ออกเวร
แล้วก็มักนั่งทบทวนท่าสมาธิต่อ
รู้จักวิธีคิด
จิตจักไม่เป็นทุกข์
สําหรับอุบาสิกาอื่น ๆ ที่ยังไม่เห็นธรรม
และไม่มีอุปนิสัยชอบนั่งสมาธิ หลวงพ่อวัด
ปากน้ำท่านไม่ให้อยู่ว่าง ให้ไปช่วยกันทำครัว
เลี้ยงพระเณรแม่ชีและคนอาศัยวัด คุณยาย
เล่าว่า อุบาสิกาเหล่านั้นบางคนเพิ่งมาใหม่
ไม่ทราบว่าพวกทําวิชชามีงานหนักเพียงใด
เกิดความเข้าใจผิดคิดว่านั่งหลับตาสบาย
ส่วนพวกเขาต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากตรากตรำ
ต้องจัดอาหารไว้ให้พวกทำวิชชากินเป็นพิเศษ
ตามคำสั่งหลวงพ่อ ดังนั้นบ่อยครั้งที่เขามัก
จะยกอาหารมาวางให้อย่างกระแทกกระทั้น
บางทีเหวี่ยงหรือโยนให้ ทำหน้าตากิริยา
กระฟัดกระเฟียด คุณยายบอกว่าท่านไม่เคย
นึกขุ่นเคือง สอนตนเองว่า “เรากินข้าวของ
วัด ไม่ใช่กินของคนพวกนี้" แล้วท่านก็กินได้
๒๐ กัลยาณมิตร
อย่างสบาย พวกเหล่านั้นเห็นคุณยายไม่
โกรธตอบ นานเข้าก็เลิกไปเอง สำหรับคุณยาย
ท่านทําสมาธิได้เชี่ยวชาญกว่าคนอื่น เพราะ
เป็นคนท่าจริงไม่มีย่อท้อ ทั้งในเวลา นอกเวลา
กระทำสม่ำเสมอ ผู้อื่นส่วนมากพอนอกเวลา
ชอบพูดคุยหยอกล้อกันคิก ๆ คัก ๆ ทำให้ใจ
ย่อหย่อนในความเพียร และพลอยฟุ้งซ่าน
ได้ง่าย กำลังสมาธิจึงไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร
ทําให้ข้าพเจ้าเข้าใจถึงความฉลาดอันลึกซึ้ง
ของคุณยาย ท่านคือบัณฑิตที่ไม่ต้อง
เล่าเรียนหนังสือ การรู้จักสอนตนเองด้วย
“โยนิโสมนสิการ” คือการรู้จักคิดด้วยอุบาย
ที่แยบคาย ไม่ใช่ทำกันได้เองโดยง่าย
จะต้องเป็นคนมีปัญญาติดตัวมามาก จึง
จะมองเรื่องราวต่าง ๆ ได้ถูกต้องตรงตาม
ความเป็นจริง และรู้จักหาวิธีคิดที่จะไม่ทำ
ให้ใจเป็นทุกข์
ความทุกข์ที่รุนแรงต่าง ๆ ล้วนมาจาก
ความรู้สึกนึกคิดเป็นสาเหตุใหญ่ ดังตัวอย่าง
ที่เกิดขึ้นกับคุณยาย เมื่อถูกอีกฝ่ายอิจฉาจนถึง
กับเหมือน “โยนรดหัวให้กิน” หากเป็นคนไม่
รู้จักคิด หาทางออกด้วยการตอบโต้อาจโกรธ
ตอบ เช่นกล่าววาจาต่อว่า หรือมิฉะนั้นก็นำ
เรื่องไปฟ้องหลวงพ่อ เรื่องอาจจะลุกลามไป
ใหญ่โต แต่เมื่อคุณยายคิดเอาเสียว่า ท่าน
กินข้าววัด ไม่ใช่ของคนพวกนั้น ท่านก็ไม่รู้สึก
ว่าท่านเดือดร้อนรำคาญใจ ไม่เห็นจะต้องไป
โกรธตอบใคร ๆ
หรืออย่างเรื่องการถูกหลวงพ่อด่าว่า
“ไอ้ขี้ไต้” ลูกศิษย์ทุกคน ไม่มีใครชอบให้ตนเอง
ถูกด่า แต่ก็ไม่หาทางแก้ไข พอพ้นหน้าหลวงพ่อ
ก็ขาดความสํารวม ขาดความเพียร สมาธิ
ย่อมไม่ตั้งมั่น ตรงข้าม คุณยายไม่ต้องการให้
ตนเองถูกตำหนิ จึงรีบใช้เวลาที่มีอยู่ทั้งหมด
ฝึกฝนจิตของตนเอง ถ้าจะอุปมาเปรียบเทียบ
ก็เปรียบเสมือนการใช้มีดหั่นเนื้อ ขณะกำลังว่าง
ก็จะเตรียมลับมีดไว้ให้คมกริบอยู่เสมอ เมื่อถูก
ใช้ให้นั่นเวลาใดก็จะหั่นได้ดังใจผู้สั่ง คุณยาย
อาจารย์ของเราเป็นคนประเภทเตรียมลับมีด
Kalyanamitra.org
คอยท่า จึงได้รับแต่ผลดี ได้รับแต่ประโยชน์
ไม่ต้องมีโทษเข้ามาเจือปนเลย
อิ่ม-อด
เป็นรสชาติของชีวิต
มีเรื่องขบขันเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง คือตอน
เกิดสงคราม ผู้คนอพยพหลบภัยออกต่าง
จังหวัดกันเป็นส่วนมาก คนที่ต้องทนอยู่มักจะ
เป็นคนยากจนที่ไม่รู้จะหนีไปไหน คนเหล่านี้
ก็ไม่ใคร่มีสิ่งใดจะใส่บาตร ทางวัดจึงแก้ปัญหา
ด้วยการปลูกต้นมะละกอจนรอบวัด ใช้ทำ
กับข้าวเลี้ยงพระเลี้ยงสามเณรและคนในวัด
ทุกวัน อาหารประจำมื้อเช้า คือข้าวต้มกับ
มะละกอดิบดองเค็ม กินกันจำเจเป็นปี ใคร
ฟังคุณยายเหล่าเรื่องตอนนี้ก็จะต้องรู้สึกเห็นใจ
และเห็นด้วยในการสั่งตัดต้นมะละกอทุกคน
แต่ก็มักอดหัวเราะขบขันกันไม่ได้ เพราะเข้าใจ
ความรู้ กของผู้สั่ง
เคารพเชื่อฟังคำสั่งของ
ครูบาอาจารย์ยิ่งชีวิต
เมื่อสงครามเลิกแล้ว คุณยายได้รับ
อนุญาตให้ออกจากห้องทำวิชชาได้บ้างเป็น
ครั้งคราว หลวงพ่อใช้ให้ไปเผยแผ่ธรรมะ
ร่วมกับอุบาสิกาทองสุกบ้าง ใช้ให้ไปตาม
ล่าพังบ้าง
ในเวลาที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่มี
พระภิกษุสามเณรจะใช้ในการเผยแผ่การ
ปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย เพราะใช้เสียจน
หมด ท่านก็จะพูดเปรยๆ ว่า “ตอนนี้ไก่หมด
เล้าแล้ว จะต้องใช้เป็ดไปซันแทน” ท่าน
หมายถึงต้องใช้อุบาสิกาออกไปทำงานเผยแผ่
แทนพระภิกษุ
เวลาที่คุณยายถูกใช้ให้ไป คุณยาย
ไม่ใคร่สบายใจนัก เพราะคิดว่าตนเองเป็นคน
ไม่รู้หนังสือ ปัญหาธรรมะเกี่ยวกับด้านปริยัติ
ไม่เคยได้ศึกษาเอาไว้เลย มีแต่ศึกษาด้าน
กันยายน edne