ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่จะนำออกใช้ เพราะเด็กสมัยนี้มีความรู้มาก เกิดมา
ในสังคมที่เจริญแล้ว อุปนิสัยจิตใจของเขาจึงต่างกับ
เรามาก ส่วนเราเกิดมาในสังคมแบบเก่า ได้รับการ
อบรมแบบเก่า จึงมีพื้นฐานทางจิตใจแบบเก่า
ผู้ใหญ่บางคนพยายามจะดึงให้เด็กสมัยนี้เป็นอย่าง
เด็กสมัย ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว เมื่อเด็กเป็นอย่างที่ตนต้อง
การไม่ได้ก็ประณามว่า เด็กไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น
เราจะต้องไม่พยายามดึงเด็กเข้ามาหาเราฝ่ายเดียว เรา
จะต้องปรับปรุงตัวเราให้เข้ากับเด็กด้วย เท่าที่อาตมา
พูดมาอย่างยืดยาวนี้ โยมเห็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อไม่มีใครตอบอาตมาจึงกล่าวต่อไปว่า
“ที่โยมทองบอกว่าเด็กสมัยนี้ เอาแต่เที่ยวเอาแต่เล่น
นั้นอาตมาก็เห็นด้วย เพราะสมัยนี้มีสิ่งดึงดูดความสนใจ
ของเด็กให้ออกจากบ้านมากมาย เช่น โรงภาพยนตร์
สนามกีฬา สนามมวย สนามเด็กเล่น ภัตตาคาร ร้านกาแฟ
เป็นต้น เด็ก ๆ กำลังอยู่ในวัยที่อยากรู้อยากเห็น เมื่อที่อื่น
มีสิ่งน่าสนใจมากกว่าบ้าน เด็กจึงไม่ชอบอยู่บ้าน ความ
จริงเด็กทั่ว ๆ ไปก็ไม่ชอบอยู่บ้าน แม้แต่เด็กตามบ้านนอก
ก็ไม่ชอบอยู่บ้านเหมือนกัน เขาชอบเที่ยวเล่นไปตามป่า
ตามห้วยหนองคลองบึงหาหอย หาปลาไปตามเรื่อง
ถึงเวลาเย็นจึงกลับบ้านกินข้าวแล้วก็นอน แต่เด็กบ้านนอก
ไม่ค่อยเสียคน เพราะสถานที่ที่เขาไปนั้นเป็นสถานที่
ธรรมชาติไม่มีพิษมีภัยแก่จิตใจ ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง
ต่าง ๆ ก็จะดีขึ้นเอง เมื่อเราไม่สามารถจะแก้ไขสังคม
ส่วนใหญ่ได้เราต้องแก้ไขตัวเราเอง"
อาตมาสั่งสอนญาติโยม ในหลักการสั่งสอน
อบรมลูกหลานจนเวลาสายมากแล้ว จึงกล่าวอนุโมทนา
ให้พรและอำลากลับคืนสู่อาราม ในตอนบ่ายอาตมาลงไป
นั่งพักผ่อนอิริยาบถใต้ต้นไม้ริมอ่างเก็บน้ำตามเคย
พลางนำธรรมะข้อใดข้อหนึ่งขึ้นมาพิจารณาเป็นการเจริญ
โพชฌงค์ ข้อที่ว่า ธรรมวิจัย การคิดธรรมะ เป็นการ
ทำงานทางใจ เป็นการสร้างปัญญา งานทางใจเป็น
งานขั้นสูง งานทางวาจาเป็นงานชั้นกลาง งานทางกาย
เป็นงานชั้นต่ำ แต่คนส่วนมากก็เข้าใจกันว่า การทำ
ทางกาย ทางวาจาเท่านั้น จัดเป็นการทำงาน การคิดทางใจ
ไม่ใช่งาน ฉะนั้นเมื่อเห็นใครนั่งคิดอยู่เฉย ๆ ไม่พูด
แต่สถานที่ที่เด็กในเมืองชอบไปเที่ยวนั้นเป็นสถานที่มีภัย ไม่ทำ จึงกล่าวหาว่า เขาเกียจคร้าน ไม่ทำอะไร ความ
แก่จิตใจ ฉะนั้นเด็กในเมืองจึงมักจะเสียเพราะสิ่งแวดล้อม จริงเขากำลังทำงานชั้นสูง ผู้นำหมู่คณะต้องเป็นคน
อาตมาเห็นว่าวิธีแก้ไขที่จะให้เด็กชอบอยู่กับบ้านนั้น ทำงานทางใจมาก ๆ คิดมาก ๆ ถ้าเรามองดูรอบตัวเรา
ก็ต้องพยายามปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่ เด็กอยู่แล้ว เราก็จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นผลของงานคิดทั้งนั้น
ได้รับความสุขใจ หางานที่สนุกและถูกใจให้เด็กทำ แม้ความเจริญหรือความเสื่อมของประเทศ หรือของโลกก็
อย่าให้มีเวลาว่างมากเกินไป หาเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นผลของจิตใจ เป็นผลของงานคิดของคนไม่กี่คนเท่านั้น
มาเล่นด้วย ผู้ใหญ่ต้องคอยดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เอง เพราะฉะนั้นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “จิตเตน
แต่อย่าให้ถึงกับเป็นการควบคุม ถ้าทำได้อย่างนี้ นียติ โลโก-โลกอันจิตย่อมนำไป” จึงเป็นความจริงแท้
อาตมาเชื่อว่าเด็กจะติดบ้าน ไม่อยากไปเที่ยวข้างนอก แม้ในทางพระพุทธศาสนาก็แบ่งกรรมออกเป็น ๓ ทาง
เพราะอยู่ในบ้านก็ได้รับความสุขสนุกสนานอยู่แล้ว
เขาจะออกไปข้างนอกทำไม เท่าที่เป็นอยู่เวลานี้ พ่อแม่
ปล่อยเด็กจนเกินไป ไม่เอาใจใส่ปรับปรุงทางบ้าน พ่อแม่
เองก็ไม่ชอบอยู่บ้าน เลยปล่อยให้เด็กเตลิดเปิดเปิงไปคบ
เพื่อนที่เลว เที่ยวสถานที่ชั่ว แล้วก็เสียผู้เสียคนไป
ฉะนั้นจึงอยากให้พ่อแม่เอาใจใส่ต่อเด็กให้มากกว่านี้
เอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่ การเล่น การเรียน และการ
คบเพื่อนของเด็กให้มากกว่านี้ แล้วปัญหายุ่งยาก
๑๐๐ กัลยาณมิตร
คือกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คนส่วนมาก
มักจะถือกายกรรมและวจีกรรมเป็นสำคัญ เช่นเห็นคน
บางคนทำกรรมดีทางกายทางวาจาก็เห็นว่าพอแล้ว
จิตใจจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ตามความจริงแล้วชาวพุทธ
ควรจะเว้นความชั่วทางใจเช่นเดียวกับเว้นความชั่ว
ทางกายและวาจา ควรจะทำความดีทางใจให้พอ ๆ
หรือมากกว่าการทำดีทางกายวาจาเสียอีก
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
กันยายน ๒๕๐๑