ข้อความต้นฉบับในหน้า
ผูกพันไมตรีอย่างดียิ่งระหว่างครู ต.ช.ด. ไกล บางครั้งต้องเดินกันเป็นวัน และพ่อแม่ก็
กับนักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครอง....”
สมเด็จพระเทพฯ ทรงสน
พระทัยและทรงติดตาม
งานมาก
“งานโครงการนี้ พระองค์ท่านได้
พระราชดำริขึ้นมา แล้วก็ทรงให้การสนับสนุน
อย่างมากเวลาเราไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน
ยากจน
...หรือบางคนจบแล้ว เขาก็ต้องไปอยู่
บ้านเฉย ๆ ไม่ได้ทำประโยชน์ พระองค์ก็ทรง
มีพระราชประสงค์จะฝึกวิชาชีพให้เด็กพวก
นี้ ให้มีอาชีพติดตัวไป อย่างเด็กที่มีความ
สามารถทางด้านการเกษตร ถ้าเราไปสอนวิชา
การเกษตรใหม่ ๆ เขาก็จะนำไปปรับปรุง ไปใช้
ในหมู่บ้านของเขาอีกทีหนึ่งให้ได้ผลดี เด็กคน
นั้นก็กลายเป็นผู้ช่วยพัฒนาหมู่บ้านตนเองให้ดี
เราก็ทำรายงานถวาย พระองค์ท่านก็ทรงดู ขึ้น คือ เราเริ่มจากโรงเรียนซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ
อย่างละเอียด มีปัญหาอะไรทรงทราบทุกอย่าง
และสนพระทัยติดตามความก้าวหน้าของงาน
ตลอดเวลาเลย มีปัญหาอะไร ก็พระราชทาน
คำแนะนำให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือควรไปขอ
ความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหน เมื่อแปร
พระราชฐานไปตามภาคต่าง ๆ ก็เสด็จฯ เยี่ยม
โรงเรียนเหล่านี้ บางครั้งทรงทำอาหารพระ
ราชทานเด็ก ๆ ด้วยพระองค์เอง เด็ก ๆ ก็ตื่น
เต้นดีใจ ครูเองก็ตื่นเต้น ทำให้เด็กมีความ
กระตือรือร้น มีกำลังใจ โครงการเกษตรเพื่อ
อาหารกลางวันนี้ เราทำควบคู่ไปกับโครงการ
ส่งเสริมคุณภาพการศึกษาด้วย เดิมทีก็เป็น
โครงการจัดหาอุปกรณ์การสอนให้กับโรงเรียน
ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระศรีนครินทราฯ ทรงให้
การอุปถัมภ์โรงเรียน ต.ช.ด. ต่อมาสมเด็จ
พระเทพฯ มีพระราชดำริว่า โครงการส่งเสริม
คุณภาพการศึกษามีประโยชน์ต่อการศึกษา
ของเด็ก ๆ จึงได้ประสานงานและได้รับ
ความร่วมมือจากกรมการฝึกหัดครู และวิทยา
ลัยครูเขตต่าง ๆ ไปช่วยสอนและอบรม แนะ
นำตามโรงเรียนต่าง ๆ
นอกจากนั้นสมเด็จพระเทพฯ ทรง
ประจักษ์ว่า เด็กนักเรียนบางคนที่เรียนจบจาก
ชั้นสูงสุดของโรงเรียน ต.ช.ด. คือ ป. 5 แล้ว
ไม่มีโอกาสเรียนต่อ ทั้ง ๆ เป็นเด็กฉลาดและมี
ความสามารถ สมเด็จพระเทพฯ ก็ทรงพระ
เมตตาสนับสนุนให้ได้มีการศึกษาต่อ เพราะ
เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่บ้านอยู่ตามชายแดนห่าง
กันยายน ๒๕๓๑
นะคะ แต่ว่าถ้าเราทำพร้อม ๆ หลาย ๆ
ด้าน หลายภาค ก็เป็นการพัฒนาประเทศ
โดยที่ใช้งบประมาณน้อย แต่ว่าได้ประ
โยชน์มาก คือส่งเสริมตั้งแต่เด็กไม่มีอาหาร
รับประทาน จนเด็กได้มีอาหารรับประทาน
มีสุขภาพดีขึ้น เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง
มีโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพที่ดีเป็นการ
พัฒนาแบบครบวงจรจริง ๆ เป็นการปลูก
ฝังความรู้ปลูกฝังความขยันหมั่นเพียร
ปลูกฝังนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก....
....คือการพัฒนาบุคคลนะคะ ถ้าเรามา
พัฒนากันตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ค่อยได้ผล
หรือผลไม่ทันตา ถ้าเราพัฒนาตั้งแต่เด็กนี่อาจ
จะช้าหน่อย หมายความว่าค่อยเป็นค่อยไป
แต่ในระยะยาวจะได้ผลดีกับประเทศชาติ
มาก...”
กำลังใจของผู้ร่วมงาน
โครงการพระราชดำริ
“พวกเราเข้าไปช่วยงานนี้ เรียกว่า
ทำกันอย่างตั้งอกตั้งใจ มิได้หวังสิ่งใดเลย
แต่ถ้าพูดถึงกำลังใจที่ทรงให้ คือ การที่พระ
องค์ทรงสนพระทัยมาก การที่ได้เห็น
ความก้าวหน้าของโครงการที่พวกเราได้
ทำขึ้นมา ก็เป็นกำลังใจให้เราอย่างมาก
เพราะโครงการได้ผลตามพระราชประสงค์
การทำงานของพวกเรามิได้แบ่งแยกว่าคนนั้น
จะทำอย่างนั้น คนนี้จะทำอย่างนี้ แต่เราช่วย
กัน ใครว่างใครก็ทำ หรือใครมีความสามารถ
ด้านไหนก็ทำด้านนั้น ช่วยกันทำงานทั้งหมด
โดยคณะทำงานมุ่งหวังอย่างเดียวคือ ให้บรรลุ
พระประสงค์ที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงวางไว้...”
นั่นคือความรู้สึกจากใจของอาจารย์
ไพวรรณ วรางกูร อดีตผู้อำนวยการสาขาวิจัย
อุตสาหกรรมอาหาร และอดีตผู้ชำนาญการจาก
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ
หนึ่งในคณะผู้ทำงานโครงการตามพระราชดำริ
ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกุมารี
อาจารย์ไพวรรณ ผู้มีความสุขกับการ
ทำงานให้แก่แผ่นดิน อาจารย์บอกว่า ใคร
มีอะไรให้ช่วยทำงาน อาจารย์ยินดีทำทั้ง
นั้น เวลาของอาจารย์ยังมีค่าต่อสังคมเสมอ
...อย่างน้อยก็ต่อเด็กผู้ยากไร้ที่น่าสงสาร
แต่เขาจะต้องเป็นอนาคตของชาติ เราจะ
ปล่อยให้เขาขาดคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่าง
ไรถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกหน่วยงาน
ทุกฝ่าย และทุกคนในแผ่นดิน ต้องช่วยกัน
เสียสละทำหน้าที่ตามที่ตัวเองถนัด แล้ว
มาแบ่งปันความสุข ความมีโอกาสมากกว่า
ให้แก่ผู้อื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ ความ
รู้ ทรัพย์สินเงินทอง การช่วยเหลือ น้ำใจ
ไมตรี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน แม้เป็น
เพียงดอกไม้สักดอกหนึ่ง หรือเพียงรอย
ยิ้ม...ก็เป็นสิ่งมีค่า ถ้าเป็นการให้จากหัวใจ
กัลยาณมิตร ๔๔