ข้อความต้นฉบับในหน้า
ในพิธีแต่งงานของฝรั่งว่า “ข้าพเจ้าจะเคารพ
เชื่อฟังสามี” ในปัจจุบัน เจ้าสาวสมัยใหม่
ส่วนมากนิยมให้ตัดออก
กลไกการเปลี่ยนแปลงในสังคมตะวันตก
ที่ก่อให้เกิดคำใหม่ ๆ
และแนวคิดเช่นนั้น
คือ ขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรี ในภาษา
อังกฤษตรงกับคำว่า FEMINISM หรืออีก
คำหนึ่งที่คุ้นหูกันมากกว่าคือ WOMEN
LIBERATION และบุคคลที่มีความคิดเห็นใน
ทำนองนี้เรียกตัวเองว่า “เฟมินิสต์” FEMINIST)
เฟมินิสต์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิง
อย่างเดียว อาตมาเคยพบผู้ชายหลายคนที่
มีความคิดที่รุนแรงว่า สังคมมีความอยุติธรรม
ต่อสตรี และจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อความ
ทัดเทียมกันทางเพศ แต่ในขณะเดียวกัน
อาตมาก็เคยพบผู้หญิงอังกฤษบางคนอีก
เช่นเดียวกัน ที่ต่อต้านพวกเฟมินิสต์นี้ โดย
เห็นว่าขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรีนี้ มีแต่
จะนำมาซึ่งความเสื่อมทรามของศีลธรรม และ
ทำลายค่านิยมอันดีงามที่บรรพบุรุษชาวอังกฤษ
ตนนั้นสูงกว่าในสังคมไทย แม้ในสมัยเมื่อ
๑๐๐ ปีมาแล้วซึ่งเป็นยุคที่อังกฤษเป็นจ้าว
อาณานิคมของโลก มีความรุ่งเรืองทั้งทางด้าน
เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และวิชาการทุกแขนง
ค่านิยมของสังคมต่อสตรีก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้หญิงต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน ทำ
กับข้าวและเลี้ยงลูก โดยไม่มีสิทธิทางกฎหมาย
ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปมีส่วนในงานของสามี หรือ
แม้แต่จะลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิ
ในสังคมทั้งปวงนั้นอยู่ในมือของผู้ชายแต่ผู้
เดี่ยว มีหลักฐานว่า นักเขียนสตรีที่มีชื่อเสียง
หลายคน จำเป็นต้องใช้นามปากกาของตน
เป็นผู้ชาย จึงจะมีคนอ่านหนังสือที่ตนเขียน
เพราะในสังคมยุคนั้นไม่เชื่อว่าผู้หญิงจะมี
ความสามารถทำอะไรได้ แม้ผู้ชายอังกฤษ
ในยุคนั้นก็สามารถใช้ชีวิตของตนในการทำงาน
และเข้าสังคมต่าง ๆ โดยไม่เจอผู้หญิงเลย
ได้ตลอดชีวิตหากตนจะปรารถนาเช่นนั้น
เพราะโรงเรียนต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียน
ชายล้วน มหาวิทยาลัยเช่น อ๊อกซฟอร์ด หรือ
ได้สร้างขึ้นมาแต่เก่าก่อน ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผล เคมบริดจ์ ก็รับแต่นักศึกษาชาย แม้จบแล้ว
และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาอ้างอิงได้ ในที่ทำงานก็มีแต่ผู้ชาย และสมาคมอีกเป็น
น่าฟังไม่แพ้กัน แต่ในขณะนี้พวกเฟมินิสต์
เป็นฝ่ายที่มีสุ่มเสียงมากกว่า และได้มีการ
เคลื่อนไหวอะไรต่อมิอะไรกันไปมากแล้ว
ใน
ขณะที่พวกที่ไม่เห็นด้วยยังสงบนิ่งอยู่ แต่
เฝ้ามองเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยความกังวล
สังคมอังกฤษนั้นมีโครงสร้างที่ยึดเกาะ
กับประเพณีและวัฒนธรรมมากกว่าสังคมไทย
การเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ ๆ ในสังคมไม่ใช่
เกิดขึ้นง่ายนัก อีกทั้งความภูมิใจในชาติของ
กันยายน ๒๕๖๑
จำนวนมาก ในสมัยนั้นเป็นสมาคมของผู้ชาย
ล้วน ๆ ห้ามสตรีเข้าโดยเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้
ก็เป็นมาช้านานหลายร้อยปี ถึงแม้อังกฤษ
จะเคยมีกษัตริย์หลายพระองค์เป็นผู้หญิงก็
ตาม แต่การยอมรับความสามารถของสตรี
ยังไม่เกิดขึ้น
ประเทศแรกที่เป็นต้นกําเนิดความคิด
เรื่องสิทธิสตรีในตะวันตกคือ สหรัฐอเมริกา
ความศิวิไลซ์เท่าใดนัก เพราะเหตุที่ฝรั่งชาว
ยุโรปทยอยอพยพจากถิ่นฐานเดิมของตนไป
เสี่ยงโชค ตั้งรกรากเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น
เพราะพบกับอุปสรรคความคับแค้นหลาย
อย่างในสังคมดั้งเดิมของตน การก่อร่างสร้าง
ตัวในดินแดนใหม่แห่งนี้ ทำให้เกิดความคิด
สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ขึ้นด้วย การปรับสถานภาพ
ทางกฎหมายของสตรีจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ที่รัฐไวโอมิ่ง ในปี ค.ศ.
๒๓๙๓) โดยสตรีมีสิทธิ์ในการออกเสียง
เลือกตั้งได้เท่าผู้ชาย ต่อจากนั้นแนวความ
คิดนี้จึงเริ่มขยายตัวไปทุก ๆ รัฐในอเมริกา
แล้วจึงสามข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าสู่ยุโรป
แต่อังกฤษก็มิใช่ประเทศที่จะรับค่า
๑๘๕๐
(พ.ศ.
นิยมใหม่นี้ได้เร็ว จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์บีบ
บังคับคือสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความยาก
ลำบากในสงครามทําให้ผู้หญิงจำนวนมาก
ต้องเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ มาก
ขึ้น ภายหลังสงครามจึงเกิดการประท้วงเพื่อ
เรียกร้องสิทธิสตรีครั้งใหญ่ ยังผลให้สตรีมี
สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งได้ในปี ค.ศ. ๑๙๑๘
(พ.ศ. ๒๕๖๑) แต่ค่านิยมอย่างอื่นก็มิได้
เปลี่ยนแปลงมากนักจนกระทั่งเกิดสงคราม
โลกครั้งที่สอง อังกฤษอยู่ในสภาวะวิกฤต
จำเป็นต้องระดมกำลังจากทุกส่วนของประเทศ
เพื่อต่อสู้กับเยอรมัน ผลก็คือสตรีเป็นจำนวน
มากต้องเข้าทำงานในตำแหน่งสำคัญ และ
เสี่ยงอันตรายมากยิ่งกว่าสมัยก่อน สงคราม
ครั้งนี้ได้เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของ
อังกฤษอย่างมาก คนชั้นกรรมกรเริ่มมีสิทธิ์
ซึ่งอังกฤษถือว่าเป็นประเทศใหม่ ยังไม่มี
มีเสียงในการบริหารประเทศมากขึ้น และ
กัลยาณมิตร ๒๔
Kalyanamitra.org