การเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน หน้า 67
หน้าที่ 67 / 126

สรุปเนื้อหา

ในการประกาศศาสนา หรือการเผยแผ่ พระธรรมคำสอนของพระองค์ตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว นั้น ทรงอุทิศเวลาตลอดพระชนม์ชีพเพื่อปลด เปลื้องทุกข์ของสัตวโลกด้วยพระกรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ เป็นแบบฉบับของศาสดาที่วิเศษสุด ในโลก ทรงแบ่งงานของพระองค์เป็น ๓ ส่วน ใหญ่ ๆ ไม่ให้น้อยหน้ากันคือ ส่วนที่หนึ่ง เกี่ยวกับพระญาติ ส่วนที่สอง เป็นของชาวพุทธทั้งหลาย อันประกอบด้วยพุทธบริษัท ๔ คือ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ส่วนที่สาม เป็นของชาวโลกทั่วไป ซึ่ง บุญบารมียังไม่แก่กล้าพอที่จะติดตามพระองค์ ไปได้ พระองค์ก็เพียงโปรดเพียงสอนไปตาม กำลังที่เขาจะรับได้ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย ชาติ ยังไม่เคยมีศาสดาองค์ใดที่แบ่งงานได้ สมบูรณ์แบบดังพระองค์ท่าน จนได้รับฉายา อย่างที่เราสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธคุณ อยู่ทุกวันนี้ว่า ปุริสะธัมม

หัวข้อประเด็น

- การเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ในการประกาศศาสนา หรือการเผยแผ่ พระธรรมคำสอนของพระองค์ตั้งแต่ตรัสรู้แล้ว นั้น ทรงอุทิศเวลาตลอดพระชนม์ชีพเพื่อปลด เปลื้องทุกข์ของสัตวโลกด้วยพระกรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ เป็นแบบฉบับของศาสดาที่วิเศษสุด ในโลก ทรงแบ่งงานของพระองค์เป็น ๓ ส่วน ใหญ่ ๆ ไม่ให้น้อยหน้ากันคือ ส่วนที่หนึ่ง เกี่ยวกับพระญาติ ๓ ส่วนที่สอง เป็นของชาวพุทธทั้งหลาย อันประกอบด้วยพุทธบริษัท ๔ คือ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ส่วนที่สาม เป็นของชาวโลกทั่วไป ซึ่ง บุญบารมียังไม่แก่กล้าพอที่จะติดตามพระองค์ ไปได้ พระองค์ก็เพียงโปรดเพียงสอนไปตาม กำลังที่เขาจะรับได้ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย ชาติ ยังไม่เคยมีศาสดาองค์ใดที่แบ่งงานได้ สมบูรณ์แบบดังพระองค์ท่าน จนได้รับฉายา อย่างที่เราสวดมนต์สรรเสริญพระพุทธคุณ อยู่ทุกวันนี้ว่า ปุริสะธัมมะสาระถิ คือเป็น สารถีนักฝึกคนที่เยี่ยมที่สุดในโลก สัตถาเทวะ มะนุสสานัง คือเป็นครูสอนได้ทั้งเทวดา และมนุษย์ ยังไม่มีศาสดาองค์ใดทำได้ แต่ พระองค์ท่านก็ทำได้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงพระ มหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเผยแผ่ พระธรรมคำสอนขัดเกลากิเลสมนุษยโลกโดย ไม่หยุดยั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน ถึง ๔๕ พรรษา เมื่อถึงคราวจะเสด็จดับขันธ ปรินิพพานก็ยังเหนือกว่าศาสดาใด ๆ ในโลก คือทรงรู้วาระที่จะดับขันธ์ล่วงหน้าถึง ๓ เดือน ทรงประกาศล่วงหน้าเลยว่า “สาวกทั้งหลายอีก ๓ เดือนข้างหน้าจะ ถึงกำหนดที่เราต้องดับขันธ์แล้ว ฉะนั้นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใดมีอะไรสงสัยใน ธรรมะจงมาถามเราเถิด” สั่งอย่างนี้แล้วก็ เสด็จออกประกาศพระศาสนาต่อไปไม่หยุดพัก เสด็จผ่านเมืองสำคัญ แหล่งสำคัญที่มีประชาชน กันยายน ๒๔๓๑ อยู่กันมาก ทรงเทศน์โปรดผู้ที่มีกำลังบุญพอที่ จะตรัสรู้ธรรมได้ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญใน การประกาศพระศาสนาแทนพระองค์ สำหรับ พระอรหันต์ รุ่นแรก ๆ พระองค์ก็สั่งว่า “เมื่อ เราจากพวกเธอไปแล้ว เธอจะต้องจัดหมวดหมู่ ธรรมะที่เราสอนไว้ให้ดี...” พูดง่าย ๆ ก็คือ สั่งให้ทำพระไตรปิฎก เราจึงได้พระไตรปิฎก ไว้เป็นหลักฐานจนถึงทุกวันนี้ ที่เหนือกว่านั้นคือ ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ ได้ทรงสรุปคำสอนไว้ให้อย่างยอดเยี่ยม พวกเราเรียนตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม มีใครบ้างสามารถสรุปความรู้ที่เรียนมาได้ ทั้งหมด ร้อยทั้งร้อยสรุปไม่ลงหรอก เพราะรู้ ไม่จริง โดยทั่วไปความรู้ที่เกิดแก่ใครก็ตามมัก พัฒนาเป็นขั้นตอนอยู่ ๓ ระดับ ระดับแรกเรียกว่า รู้จำ คือท่องมาบ้าง พ่อแม่บอกให้บ้าง ระดับที่สอง รู้จริง คือเมื่อเติบโตขึ้น โลกมากเข้า มีประสบการณ์มากขึ้น ความรู้ ที่ได้มาจากระดับแรกก็เปลี่ยนจากรู้จำเป็นรู้จริง อธิบายถ่ายทอดให้คนอื่นรู้ตามได้บ้าง แต่ก็ มีขอบเขตจำกัด เจอของแปลกใหม่ก็มืดตื้อ เหมือนกัน ระดับที่ ๓ รู้แจ้ง คือรู้รอบไปทั้งหมด ทั้งที่มาที่ไป สามารถอธิบายขยายข้อความรู้ที่ ลึกล้ำได้ รู้ว่าวิธีนี้ต้องฝึกสมาธิจนใจสงบเกิด ดวงปัญญาสว่างโพลง โดยเป็นขั้นเป็นตอนคือ เมื่อ ค่อย ๆ นึกถึงดวงแก้วแล้วภาวนา สัมมา อะระหัง ไปจนใจสงบ จะเห็นความสว่าง ปรากฏขึ้น จากมืดสนิทเปลี่ยนเป็นสีม่วง ๆ แสดงว่าความสว่างเกิดขึ้นบ้างแล้ว สว่างเพิ่มขึ้น จากสีม่วง ๆ จะกลายเป็นสีส้ม สว่างขึ้นอีก จากสีส้มเป็นสีเหลือง จากเหลือง เป็นสีนวล ๆ จากสีนวลก็ยิ่งสว่างขึ้น ฝึก ต่อไปก็จะใสสว่าง แจ่มกระจ่างดังอาทิตย์ เที่ยงวัน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านรู้จำ รู้จริง แล้วรู้แจ้ง แต่พวกเรารู้งู ๆ ปลา ๆ ต้อง ฝึกสมาธิจึงจะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ เต็มขั้น สิ่งอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ทำ ไม่ได้อย่างพระองค์ คือพระองค์ทรงทำงาน จนวินาทีสุดท้าย แม้พละกำลังจะหมดแล้ว ก็ยังทรงอนุญาตให้ พระสุภัททะ เข้าเฝ้าถาม ปัญหา และทรงเทศน์โปรดจนได้เป็นพระ อรหันต์ในคืนวันที่พระองค์เสด็จดับขันธปริ นิพพานนั่นเอง พระอรหันต์องค์สุดท้ายคือ พระสุภัททะ นี้ มีอดีตที่น่าศึกษาอย่างยิ่งคือ ในอดีตชาติ ท่านเป็นน้องของพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่ง เป็นพระอรหันต์องค์แรก ท่านสุภัททะมี อุปนิสัยในการทำบุญ ตรงกันข้ามกับพี่ชาย คือถ้ามีงานบุญอะไรที่ไหนขอให้รู้ พี่ชายจะ ต้องไปเป็นคนแรก แล้วทำทานเป็นคนแรกทุกที กัลยาณมิตร ๖๗ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More