ข้อความต้นฉบับในหน้า
กว้างออกไปอีก
เรื่องทั้งหมดนี้นาย ที.เอ็ม.แค็มป์แบลล์ ได้เล่าด้วย
ตนเอง ว่าขณะไปถึงในหมู่ประชาชนนั้น ทำให้เกิดการ
ตื่นเต้นกันมาก คณะนี้ได้หยุดแห่งละสามวันเป็นปกติ
ใช้สถานที่แหล่งกลางที่เหมาะเป็นที่อำนวยการ ซึ่งมัก
เป็นศาลากลางจังหวัด ชาวไร่ชาวนาได้นำผลิตผลมา
เพียงพอที่จะจัดเป็นงานนิทรรศการได้ ที่นาผืนใกล้เคียง
อันเหมาะสมก็ถูกไถดิน และเลือกให้เป็นที่สวนสำหรับ
ปลูกต้นไม้ แล้วได้เริ่มแสดงตัวอย่าง กับได้ชี้ให้รู้โรคของ
ต้นไม้ อธิบายวิธีรักษาและวิธีใช้ยาสำหรับโรคนั้น ๆ
แสดงให้ดูการตัดแต่งต้นผลไม้และการพ่นยา กระท่อมที่
เก่าจวนฟังได้ถูกเลือกเป็นที่แสดงตัวอย่างการซ่อมแซม
และทำความสะอาด และภายในเดือนนั้นสตรีได้แสดง
ตัวอย่างการตบแต่งบ้านเรือนที่ทันสมัยให้ดู คณะนี้ได้
แสดงการทำม่านด้วยผ้ากระสอบแป้งกับทอเสื่อด้วยหญ้า
และซังข้าวโพด ทั้งได้แสดงวิธีประกอบอาหารและซักรีด
ภายหลังมีนางพยาบาล (ซึ่งต่อมาได้ทำการสมรสเป็น
นาง ที.เอ็ม.แค็มป์แบลล์) เพิ่มขึ้น เธอสอนวิธีบริบาล
ทารกและบอกให้รู้จักการใช้อาหารและเสื้อผ้าที่ถูกต้อง
อาลาบาม่าได้เงยหน้าขึ้นแล้ว ตร.วอชิงตันเริ่ม
แลเห็นผลเป็นชิ้นเป็นอันแห่งงานของคาร์เวอร์ซึ่งได้ใช้
เวลาหมดไปหลายปี ไร่ฝ่ายได้รับการส่งเสริมให้ดีขึ้นใน
ทุก ๆ ด้าน ทัสดีก็อันยิ่งใหญ่ได้ก้าววิ่งไปอย่างราบรื่น
วอชิงตันได้เสนอเพิ่มเงินเดือนให้คาร์เวอร์ผู้ทำงานอย่าง
กระตือรือร้น และเป็นผู้ทำความฝันของเขาให้เป็นจริงขึ้น
มาได้ แต่คาร์เวอร์ยักไหล่ แล้วพูดอย่างสั้น ๆ ว่า
“ฉันไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่เพิ่มขึ้นนั้นไปทำอะไร”
นายหนุ่ม เอ็มเม็ตต์ เลขานุการที่สามารถของ
วอชิงตัน
ต่อมาได้เป็นสมุห์บัญชีแห่งมหาวิทยาลัย
ฮาวาร์ด แอบได้ยินเข้า เขาจ้องดูคาร์เวอร์ “คนเลี้ยงง่าย
อย่างพิศวง เขาไม่เคยได้ยินอาจารย์คนใดปฏิเสธเงิน
เดือนขึ้นมาก่อนเลย คนนี้ต้องเป็นบ้าแน่
แต่วอชิงตันเดินยิ้มจากไป เขาเข้าใจคาร์เวอร์ดี
เขาจึงตั้งหน้าดำเนินการจัดตั้งสันนิบาตธุรกิจของชาว
นิโกร (Negro Business Leagues) ต่อไป เขารู้ว่า คาร์
เว่อร์ไม่ปรารถนาสิ่งหนึ่งสิ่งใด โลกนี้ทั้งโลกเป็น
ของเขา
คาร์เวอร์มีงานยุ่งอยู่ แต่จิตใจของเขามีความกังวล
ทางภาคใต้มีฝ่ายมากเกินไป แล้วเขาก็หันมาส่งเสริม
ถั่วลิสง
๔๒ กัลยาณมิตร
คำวิจารณ์
(ของผู้แปลและเรียบเรียง)
ในบทนี้มีเรื่องที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์คือ
ดร.คาร์เวอร์ถือคติอยู่อย่างหนึ่งว่า "ต้องให้ซึ่ง
สิ่งที่ได้มา” แม้คตินี้ปรากฏว่าเด็กหญิงคนหนึ่งเป็นผู้พูด
ขึ้นก็จริง แต่ก็อ้างว่าเป็นคำพูดของอาจารย์คือคาร์เวอร์
นั่นเอง จึงเห็นได้ชัดว่าคาร์เวอร์ได้สอนนิสิตไว้ คำสอนนี้
จึงเป็นคติของเขา ทีแรกเขามิได้นึกถึงเรื่องนี้จนนิสิตกลุ่ม
ที่มาแอบฟังเขาเล่นอาโนได้พูดขึ้นจึงคิดได้ เขาไม่เคย
ออกไปเรี่ยไรเงินมาให้โรงเรียนเลย เขาเห็น ดร.วอชิงตัน
ไปตระเวนหาเงินได้มามาก ๆ ก็มีความเลื่อมใสใน
ๆๆ
วาทศิลป์ของ ดร.วอชิงตัน และนึกอยากจะมีวาทศิลป์
อย่างนั้นบ้าง แต่เขาหาได้นึกไม่ว่า เขาเองก็มีความ
สามารถในทางดนตรีอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เป็น
เครื่องมือเรี่ยไรได้ จนกระทั่งเด็กหญิงคนที่กล่าวแล้วได้
จี้ตรงจุดเข้ากับเด็กชายก็ชมเชยว่าประชาชนคงจะชอบฟัง
มาก จึงทำให้เขาได้สำนึกและเห็นทางว่าอาจจะใช้ดนตรี
เป็นเครื่องมือเรี่ยไรเงินได้เหมือนกัน ดร.คาร์เวอร์ม
จาคะ หรือการบริจาคเป็นนิสัยอยู่แล้ว จึงตกลงใจทันที
คณะคอนเสิร์ทท่องเที่ยวจึงได้อุบัติขึ้น
คาร์เว่อร์ได้ใช้วิชาดนตรีหาเงิน มาช่วยโรงเรียน
ได้สมใจแล้ว แต่ก็หาหยุดอยู่เพียงนั้นไม่ หากแลเห็น
แผนการอีกอย่างหนึ่ง คือ จัด โรงเรียนเกษตรศาสตร์
เคลื่อนที่ ออกไปให้การศึกษาแก่ประชาชน ทำการสอน
ให้โดยไม่เก็บค่าตอบแทนใดๆ นับว่าเป็นการบริจาค
วิทยาหรือวิทยาทานอย่างหนึ่ง
ในเมื่อคนทั้งหลายเห็นผลงานของคาร์เวอร์อย่าง
ชัดเจนแล้วว่าเป็นผลที่ใหญ่หลวงซึ่งเพิ่งเคยมีขึ้นเป็น
ครั้งแรก ดร.วอชิงตันใคร่จะตอบแทนคุณความดีด้วย
การขึ้นเงินเดือนให้ แต่ ดร.คาร์เวอร์กลับปฏิเสธ ไม่ยอม
รับความเจตนาดีนั้น ทั้งนี้ย่อมแสดงว่า เขาได้ปฏิบัติงาน
ไปด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์แท้ มิได้เห็นแก่ลาภสักการะใด ๆ
เจือปนอยู่เลย อาจจะเป็นเพราะปิติอันได้เกิดขึ้นภายหลัง
ความสำเร็จของงานมิขนาดใหญ่จนกลบมิให้แลเห็นสิ่งใด
เสียทั้งสิ้น ปิตินี้ถ้าได้เกิดขึ้นแก่ใครแล้ว สิ่งอื่น ๆ ก็จะ
หมดค่าไป เหมือนได้เพชรน้ำหนึ่งแล้วจะเห็นอะไรแก่
กระจก ที่ ดร.วอชิงตันได้กล่าวว่าคาร์เวอร์ไม่ปรารถนา
สิ่งใด เพราะโลกนี้ทั้งโลกเป็นของเขานั้น ไม่ไกลจาก
ความจริงไปมัก ดร.วอชิงตันอ่านจิตใจของคาร์เวอร์
ทน ๒๕๓