ข้อความต้นฉบับในหน้า
แหย่ดูตามประสาชน พอติดหนับถึงไม่ขึ้น ก็จะ
ใช้ขาอีกข้างจะมาช่วยกัน ขาข้างนั้นก็ติดตั้ง
หนับเข้าอีก จะใช้ขาอีก ๒ ข้างมาช่วย ก็ติดตัง
หมดทั้ง ๔ ขา ใช้ปากช่วยดัน ปากก็ติดตั้งอีก
ตกลงทั้ง ๔ ขา และปากติดตั้งแน่นอยู่อย่างนั้น
ดิ้นไม่หลุด รอให้คนมาจับไป นี่ลิงติดตั้ง
คนเราก็เหมือนกัน ลงได้รักละก็ หนุ่ม
รักสาว สาวรักหนุ่มก็ตาม ทีแรกก็บอกว่าจีบ
ไปอย่างนั้นเอง พักเดียวถอนตัวไม่ออก ร้อง
“ไม่เห็นหน้าเจ้า กินข้าวบ่ลงกันเชียวล่ะ”
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๙๐ ผู้นั้นก็ต้อง
มีความทุกข์ถึง ๔๐
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๒๐ ผู้นั้นก็ต้อง
มีความทุกข์ถึง ๒๐
อิทธิพลเหนือใจเราไม่ได้มาก มีสติดี ถึงคราว
เด็ดเดี่ยว ก็จะมีจิตโศกน้อยกว่าคนทั่วไป
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๔๐ ผู้นั้นก็ต้อง
อาการไม่หนักหนาสาหัสนัก เพราะนึกถึง
ความตายแล้วทำให้ใจคลายออกจากรักซึ่ง
เป็นต้นทางของความโศก พอคิดว่าเราเอง
มีความทุกข์ถึง ๔๐
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๒๐ ผู้นั้นก็ต้อง
มีความทุกข์ถึง ๒๐
ก็ต้องตาย จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ เท่านี้ก็เริ่ม
จะได้คิด ความโศกความรักเริ่มหลุดไป
จากใจ มีสติมาพิจารณาตนเอง ไม่ประ
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๑๐
ผู้นั้นก็ต้อง
มาท ขวนขวายในการสร้างความดีแล้ว
มีความทุกข์ถึง ๑๐
ที่สุดตั้งใจเจริญสมาธิภาวนาเต็มที่ก็จะ
คำว่าเสน่ห์ ในภาษาไทยเราแปลว่า
ความน่ารัก แต่คำ ๆ นี้มาจากภาษาบาลีว่า
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๕ ผู้นั้นก็ต้องมีความ สามารถทำพระนิพพานให้แจ้งได้ และ
ทุกข์ถึง ๕
ตัดความรัก ตัดความโศกออกจากใจได้
สิเนหะ แปลว่า ยางเหนียว ตรงตัวเลย ถ้า
ใครมาบอกเราว่าแม่คนนั้นเสน่ห์แรงจัง ให้รู้ตัว
ไว้เลยว่าแม่นั่นน่ะยางเหนียวหนับเลย อย่าไป
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๔ ผู้นั้นก็ต้องมีความ อย่างเด็ดขาดในที่สุด
ทุกข์ถึง ๔
ผู้ใดมีความรัก ๓ • ผู้นั้นก็ต้องมีความ
ข้อเตือนใจ
เข้าใกล้นะ เดี๋ยวติดยางเหนียวเข้าเป็นลิงติดตั้ง
แล้วจะดิ้นไม่หลุด
ทุกข์ถึง ๓
“ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์
ผู้ใดมีความรัก ถึง ๒ ผู้นั้นก็ต้องมีความ
อันมากมายหลายอย่างนี้มีอยู่ในโลก ก็
ทุกข์ถึง ๒
เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก
ผู้ใดมีความรัก ถึง ผู้นั้นก็ต้องมีความ
เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก
ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ เหล่านี้
ตอนรักเขายังไม่เท่าไร แต่ว่า รักเขา
แล้วเขาไม่รักเราสิ หรือเมื่อความรักกลายเป็น
อื่นเข้า หรือเขาตายจากเราไปก็ตาม ใจมันจะ
แห้งผากขึ้นมาทีเดียว แต่ก่อนเคยชอบรับ
อารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ พอถึงตอนนี้ใครจะมา
ร้องเพลงให้ฟังก็รำคาญ จะชวนไปเที่ยวดูหนัง
ก็ราคาญ จะร้อง จะรำ จะเล่นอะไร รำคาญ
ไปหมด ข้าวยังไม่อยากจะกิน ใจมันแห้งผาก
ชิมเชา รับอารมณ์ไม่ไหว คือ อาการที่เรียกว่า
จิตโศก
บางคนอาจนึกว่าก็แล้วถ้าความรัก
ทุกข์ถึง ๑
ผู้ใดไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มี
ความทุกข์ เรากล่าวว่าผู้นั้นไม่มีความ
เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปา
ยาส คือ ความตรอมใจ ความกลุ้มใจ”
โบราณ ท่านสรุปเป็นข้อเตือนใจไว้ว่า
“มากรักก็มากน้ำตา หมดรักก็หมด
น้ำตา
สมหวัง ก็คงไม่เป็นไร จิตไม่โศกละ แต่ใน ทุกข์"
ความเป็นจริงน่ะมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็รู้
ย่อมไม่มี
ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก
ในโลก ไหน ๆ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีความสุข
ปราศจากความโศก
เพราะเหตุนั้น ผู้ใดปรารถนาความ
ไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลีแล้ว ไม่
พึงทำสัตว์หรือสังขารใดในโลกไหน ๆ
มากรักก็มากทุกข์ หมดรักก็หมด
ให้เป็นที่รักเลย"
อยู่แล้วว่าทุกอย่างในโลกนี้ล้วนตกอยู่ในกฎ ข้อควรปฏิบัติ
ของไตรลักษณ์ มันไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
แตกดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ลงว่า
ใครได้รักอะไรเข้าละก็ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์
หรือสิ่งของ ก็ให้เตรียมตัวโศกเอาไว้ได้ ถ้ารัก
มากก็โศกมาก รักน้อยก็โศกน้อย รักหลายๆ
อย่างก็โศก หน่อยนี้เป็นอย่างนี้ พระสัมมา
สัมพุทธเจ้าตรัสเตือนสติไว้ว่า
“ผู้ใดมีความรัก ถึง ๑๐๐ ผู้นั้นก็ต้อง
มีความทุกข์ถึง ๑๐๐
ผู้ที่ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ขณะที่
ใจท่านจรดอยู่ในพระนิพพาน ความรักเข้าไป
รบกวนท่านไม่ได้ ตัดรักได้ใจท่านจึงไม่แห้ง
ไม่มีโศก ดังพุทธพจน์ที่ว่า
“เมื่อไม่มีรักแล้ว ความโศกก็ไม่มี
ความกลัวก็ไม่มี"
พวกเราปุถุชนทั่วไป แม้ยังไม่สามารถ
ตัดรักได้เด็ดขาด แต่ถ้าหมั่นทำสมาธิ เจริญ
มรณานุสติเป็นประจำ ก็จะทำให้ความรักมามี
(พุทธโอวาท)
กันยายน
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร de