ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระไตรปิฎกบาลีของเราเล่าเรื่อง นิครนถ ผู้หญิงทำบุญด้วยการอดอาหาร พวกผู้ชายก็
นาฏบุตรไว้หลายตอนด้วยกัน แต่บทบาท
ความสำคัญนั้นดูไม่เด่นชัด ในชั้นคัมภีร์
อรรถกถาที่เขียนในลังกา ภาพพจน์ของ
นิครนถ์ ค่อนข้างจะเหมือนตัวตลก นอกจาก
จะเป็นนักบวชที่ไม่นุ่งผ้าแล้ว ยังท่าอะไร
ตลก ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งไม่อาจมาเทียบรัศมี
กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้
แต่ความจริงก็มีอยู่ว่า เช่นนั้นเป็น
ศาสนาที่มีอิทธิพลสูงศาสนาหนึ่ง ซึ่งค่านิยม
นั้นแพร่กระจายไปในสังคมอินเดียในยุคพุทธกาล
อย่างมาก เช่นเรื่องอหิงสาอย่างสุดโต่งจนไม่
กินเนื้อสัตว์ทุกชนิด การไม่ยอมนุ่งผ้าแม้แต่
ชิ้นเดียว หรือการอดอาหารจนตายเพื่อจะได้
ไปเกิดในสวรรค์หรือไปนิพพาน
เช่นนั้นภายหลังแตกเป็น ๒ นิกายใหญ่
คือ พวกที่คมภรณ์ (แปลตามศัพท์ว่า ผู้มี
ท้องฟ้าเป็นอาภรณ์ หรือผู้ที่ไม่นุ่งผ้า) กับ
พวกเศวตมภรณ์ (ผู้ที่นุ่งผ้าขาว) เคยมี
บันทึกว่า ในการแตกกันครั้งนั้น ผู้เคร่งอหิงสา
ทั้งหลายต่างใช้ก้อนหินปาใส่กันจนหัวร้าง
ข้างแตกไปตาม ๆ กันทีเดียว
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เมื่อพุทธศาสนาสูญ
ไปจากอินเดียนั้น พวกเชนยังรวมตัวกัน
เป็นกลุ่มก้อนแน่นหนาไม่สูญหายไปเหมือนกับ
ชาวพุทธเรา สาเหตุนั้นยังไม่มีใครทราบ
แน่นอน แต่มีนักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า
เชนไม่สูญหายไปจากอินเดียเพราะมีโครงสร้าง
ของสังคมที่แน่นกว่า โดยถือว่า “สงฆ์” นั้น
มิได้มีเฉพาะบรรพชิตเพียงอย่างเดียว แต่รวม
เอาฆราวาสเข้าไปด้วย และมีข้อกําหนด
สําหรับฆราวาสหลายประการด้วยกัน
หัวใจหลักอย่างหนึ่งในสังคมฆราวาส
เชนคือ การแบ่งหน้าที่กันชัดเจนระหว่างหญิง
กับชาย ผู้หญิงนั้นทำหน้าที่อดอาหารใน
เทศกาลต่าง ๆ ว่ากันว่า เช่นมีวิธีการอด
อาหารถึงสิบกว่าอย่าง ตั้งแต่อย่างเบา ๆ เช่น
อดมื้อเดียว หรือสองมื้อ ไปจนถึงขั้นอุกฤษฎ์
คืออดอาหารจนตาย ในขณะที่พวก
กันยายน ๒๕๐
ทําบุญด้วยการถวายเงินทองให้กับวัด และ
ด้วยเหตุที่เชนมีคำสอนห้ามประกอบอาชีพ
ทางกสิกรรม ฆราวาสผู้ชายของเชนจึงไปเอาดี
ทางด้านการค้าขาย จนเป็นพวกที่คุมอำนาจ
ทางเศรษฐกิจของอินเดีย พวกหนึ่ง
ถ้าว่ากันตามหลักจิตวิทยาแล้ว การ
แบ่งหน้าที่กันระหว่างชาย-หญิงของฆราวาส
เชนเหล่านี้ เหมาะสมกับธรรมชาติของมนุษย์
อย่างยิ่ง เพราะผู้หญิงมีความคิดอ่านในทาง
อนุรักษ์นิยมมากกว่าชายอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
การที่ให้ผู้หญิงมาอดอาหาร ก็เท่ากับเป็น
การรักษาแบบแผนของการประพฤติธรรมของ
ทุกครั้งก็ทรงสามารถกลับใจโจรและอันธพาล
เหล่านั้นให้มาบวชได้ทั้งหมด จัดว่าเป็นพระ
พุทธเจ้าในอุดมคติของพวกเฟมินิสต์ทีเดียว
ในศตวรรษที่ ๒ (พ.ศ. ๑๑๐๐)
พุทธศาสนาในอินเดียรับอิทธิพลอย่างสูงจาก
ลัทธิตันตระ ของฮินดู ซึ่งเป็นลัทธิที่บูชา
เทพเจ้าหญิง มีการประกอบพิธีด้วยการใช้
เวทมนต์คาถาการเสพกามและการดื่มสุรา
เพื่อบรรลุเป้าหมายในสิ่งที่ตนต้องการ คือการ
ตรัสรู้ธรรมพุทธศาสนาแบบนี้เรียกตัวเองว่า
วัชรยาน หรือ มันตระยาน
ในศตวรรษที่ 6 ได้เข้าไปเผยแพร่ใน
ทิเบต ทำให้พุทธศาสนาในทิเบตทุกนิกายมี
สาระของวัชรยานอยู่ไม่ใช่น้อย และหลังจากที่
ทิเบตถูกกองทัพจีนเข้ายึดครอง (พ.ศ. ๒๕๕๙)
พระลามะจำนวนมากได้อพยพเข้าสู่ยุโรปและ
ศาสนาเชนไว้ได้มาก สำหรับผู้ชายของเช่นนั้น
เมื่อมีการทำบุญ เจ้าภาพจะได้รับการยกย่อง
กันอย่างมาก มีการติดป้ายประกาศเกียรติคุณ
ซึ่งเป็น
อเมริกา สร้างความตื่นตัวแก่สังคมตะวันตก
ให้รู้กันอย่างแพร่หลายในสังคม
เรื่องที่ถูกกับจริตของผู้ชาย โดยเฉพาะเช่น
ผู้เป็นนักธุรกิจ
รายการสุดท้ายจบลงด้วยการอ่าน
บทความของนักวิชาการหญิงคนหนึ่ง เป็นผู้ที่
ได้เข้าไปค้นคว้าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าใน
พุทธศาสนาของทิเบต พุทธประวัติฉบับนี้
ต่อพุทธศาสนาอย่างมาก
ในทิเบตพระภิกษุที่มีคนนับถือมาก ๆ
ก็ได้รับการยกย่องเป็นพระพุทธเจ้าด้วยกัน
ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าของเราเป็นที่รู้จักกันใน
นามของศากยมุนี ซึ่งไม่มีความสำคัญอะไร
เท่าใดนัก ถ้าเทียบกับพระโพธิสัตว์ เช่น
ค่อนข้างพิสดารเพราะเรื่องราวทั้งหมดกลับ มันชูศรี อวโลกิเตศวร หรือ นางตารา (เทพ
ตาลปัตรกับฉบับที่เราเคยเรียนกัน แทนที่จะ
มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ชายกลับเป็นผู้หญิงแทน
เรื่องตอนต้น ๆ คล้ายกับจะถอดออกมาจาก
พุทธประวัติ ผิดกันแต่ว่าเปลี่ยนตัวเอก แทน
ที่จะเป็นเจ้าชายสิทธัตถะกลับเป็นพระนาง
พิมพา
เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากมีพระประสูติกาล
แล้ว พระนางได้ทรงพิจารณาเห็นทุกข์ของ
สังขาร และได้เสด็จออกทรงผนวชในคืนวันนั้น
โดยทรงแอบหนีออกจากวัง ทิ้งพระสวามีให้
บรรทมอยู่กับพระโอรส ภายหลังจากออกบวช
พระนางก็ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าออกโปรดสัตว์โลกทั่วไป
ในท้องเรื่องนั้น พระนางถูกโจรปล้น
ถึง ๓ ครั้ง และถูกข่มขืนถึง ๓ ครั้ง แต่
ธิดาที่คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้น
ทุกข์ของสังสารวัฏ)
ก่อนจบบทความนักวิชาการหญิงท่าน
นี้ก็ได้ประกาศตนว่า จะต่อสู้อย่างสุดชีวิต
เพื่อให้พุทธศาสนาในตะวันตกมีความเท่าเทียม
กันระหว่างสตรีและบุรุษในทุกรูปแบบ ใน
ขณะที่ปฏิญาณตนอยู่นั้น สายตาเธอจ้องเขม็ง
มาที่อาตมา เหมือนกับว่าเป็นต้นเหตุของ
ความกดขี่ทางเพศทั้งปวงในพุทธศาสนา
อาตมาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรในขณะนั้น
ได้แต่นึกในใจว่า “ขอให้แม่เจ้าประคุณทั้ง
หลายจงเจริญ ๆ เถิด”
ๆๆ
อ่านต่อฉบับหน้า
กัลยาณมิตร ๒๙
Kalyanamitra.org