ข้อความต้นฉบับในหน้า
รองลงมาคือคนพิการ รองลงมาคือเด็ก และ
ท้ายที่สุดคือผู้หญิง และผู้ที่เป็นศัตรูตัวฉกาจ
ของขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรี ก็คือท่าน
นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษคนนี้เอง เพราะ
นางได้ออกกฎหมายต่าง ๆ มากมายเพื่อ
จำกัดสิทธิและเงินค่าเลี้ยงดูจากรัฐบาลแก่
สตรีทั้งหลาย ถือได้ว่าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง
ของเฟมินิสต์ในอังกฤษ
เวทีในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีนี้ในปัจจุบัน
ย้ายมาในวงการศาสนา ตลอดระยะเวลา
เกือบ ๒,๐๐๐ ปีของคริสต์ศาสนานั้น ผู้หญิง
ไม่เคยได้รับการอภิเษกเป็นบาทหลวงผู้ประกอบ
พิธีกรรมในโบสถ์ได้เลย ผู้ชายเท่านั้นที่
ผูกขาดสิทธินี้มาตลอด
คือ
การบวชในคริสต์ศาสนานั้นมี ๒ แบบ
การออกบวชเป็นนักบวชผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ ปลีกตนมาดำรงชีวิตของตนเอง
ในสังคมของพระหรือซี ซึ่งในการบวชแบบนี้
ทั้งชายและหญิงมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ส่วน
การบวชแบบที่ ๒ นั้น เป็นการอภิเษกจาก
พระผู้เป็นเจ้าเป็นบาทหลวง หลังพิธีแล้วก็
สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใน
โบสถ์ได้ เช่นการประกอบพิธีแต่งงาน การให้
ศีลล้างบาป การประกอบพิธีสวดต่าง ๆ เป็นต้น
ในคริสตจักรอังกฤษนั้น ผู้ที่รับการ
อภิเษกไม่จำเป็นต้องประพฤติพรหมจรรย์
สามารถใช้ชีวิตครองเรือนแบบฆราวาสได้
โดยได้ขั้นเงินเดือนจากศาสนจักรเหมือน
ข้าราชการของรัฐคนหนึ่ง และเมื่อมีผลงาน
ทางการเผยแผ่หรือทางวิชาการก็ได้รับตำแหน่ง
สูงขึ้น ๆ คล้าย ๆ กับระบบสมณศักดิ์ของเรา
แต่ตำาแหน่งสาคัญ ๆ
ทางศาสนจักรของ
อังกฤษจะได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี
มิใช่พระมหากษัตริย์
ในปัจจุบันสาขาของคริสต์จักรอังกฤษ
ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา
ฮ่องกง ฯลฯ เริ่มมีการให้สิทธิสตรีได้อภิเษก
เป็นบาทหลวงใต้เท่ากับผู้ชาย แต่ในขณะ
เดียวกันก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
กันยายน ๒๕๓
.
จากบาทหลวงคนสำคัญ ๆ ในอังกฤษ และ
นั่งบนกองฟอนด้วย ญาติพี่น้องทั้งหลายเอา
ขณะนี้ก็กำลังเป็นเรื่องใหญ่โตในวงการศาสนา
น้ำมันราดแล้วเอาไฟจุดเผาทั้งเป็น ให้ไหม้
เพราะอาร์ชบิชอปแห่งแคนเตอร์เบอรี (ผู้ ไปพร้อม ๆ กับศพของสามี
ดำรงตำแหน่งสูงที่สุดของบาทหลวงอังกฤษ)
เห็นชอบที่จะให้ผู้หญิงได้เป็นบาทหลวง และได้
เลื่อนขึ้นให้เป็นช็อป” ได้ด้วย
แล้วต่อด้วยการอ่านบทวิเคราะห์
กฎหมายพระธรรมศาสตร์ของฮินดู ศึกษา
แนวความคิดของสังคมที่เขียนบทบัญญัติ
เหล่านั้น และทัศนะที่มีต่อสตรีในสังคม ทำ
ขณะเดียวกัน บิชอปแห่งลอนดอน และ
สตรีอีกกลุ่มหนึ่งคัดค้านอย่างรุนแรง เพราะ
เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายและจะไม่ยอมเข้าร่วม
สังฆกรรมด้วยหากคริสต์จักรอังกฤษประกาศ
อย่างเป็นทางการให้ผู้หญิงได้อภิเษกเป็น
บาทหลวง เรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าจะลงเอยกันอย่างไร
พวกเฟมินิสต์เองจะมีการประสานงาน
กันอย่างดี ตรวจตราดูสังคมแต่ละแห่งว่าสตรี
ไม่ได้รับสิทธิทัดเทียมกับบุรุษที่ไหน
การรวบรวมข้อมูลมาวิพากษ์วิจารณ์กัน
มากมาย ด้วยความรู้สึกร่วมกันที่ว่า “สังคม
ไม่มีความยุติธรรมสำหรับสตรี
ม
เมื่อไม่นานมานี้ คาดมาได้รับนิมนต์จาก
นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ให้เข้ามาร่วมฟังการ
สัมมนาในอ๊อกซฟอร์ด ว่าด้วยการศึกษา
บทบาทของสตรีในวัฒนธรรมอินเดีย มีหลาย
หัวข้อที่หาอ่านจากตำราเล่มไหน ๆ ไม่ได้ จึง
เข้าร่วมฟังการสัมมนาด้วยความยินดี
รายการนี้เปิดฉากด้วยการอ่านบันทึก
ของต้นหนเรือชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขียนไว้ว่า
เมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน เล่าเรื่องพิธีการเผาสดหญิง
หม้าย ที่ตนได้เห็นเมื่อนำเรือเข้าจอดเทียบท่า
ณ เมืองท่าแห่งหนึ่งของอินเดีย
บันทึกนั้นเล่าไว้ละเอียดลออ
เหตุการณ์ที่น่าสยดสยอง เริ่มด้วยการเตรียม
ศพไว้บนกองฟอน แล้วมีขบวนแห่ของญาติ
เป็น
พี่น้องพาหญิงหม้ายที่แต่งตัวอย่างงดงามขึ้น
Auchbishop olf Canterbury สังฆราชของอังกฤษ ประจํา
อยู่ที่เมืองแคนเตอร์เบอรี่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้
ของอังกฤษ มีโบสถ์งดงามมาก เรียกว่า Canterbury
Cathedral คริสต์ศาสนาได้เข้ามาปักหลักครั้งแรกใน
แคว้น ENGLAND เมืองนี้
Bishop พระในคริสต์ศาสนา ซึ่งมียศต่ำกว่าอาร์ชบิช็อป
เอาผู้ฟังที่เป็นผู้หญิงอินเดียที่มีอยู่หลายคนใน
ห้องประชุมนั้น ถึงกับต้องเอะอะออกมา
เพราะความไม่เห็นด้วย เพราะความรักชาติ
ของตน
มีหลักฐานจากคัมภีร์สันสกฤตเล่าถึง
การสละชีวิตของหญิงหม้าย ด้วยการกระโจน
เข้าสู่กองไฟ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสามี
ที่ตนต้องนับถือประดุจเทพเจ้า หลักฐานเหล่านี้
มีมานานแล้ว แม้ในบทประพันธ์ของท่าน
กาลีทาส (ประมาณ พ.ศ. ๕๐๐) ก็มีบรรยาย
ถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ แต่ก็ไม่สามารถจะสรุป
ได้ว่า การปฏิบัติเช่นนั้นเป็นสิ่งที่แพร่หลาย
ทั่วไปในสังคมของฮินดู เพราะในขณะเดียวกัน
เคยมีบันทึกของหญิงอินเดียคนหนึ่งเมื่อประมาณ
๒๐๐ ปี มาแล้วเช่นกัน เล่าเรื่องความเป็น
ไปต่าง ๆ ในสังคมยุคนั้น ซึ่งปรากฏว่าไม่มี
คนศรัทธาในพิธีกรรมของศาสนาเท่าใดนัก
สรุปได้ว่า ที่ศรัทธากันอย่างสุดโต่ง จนมีการ
เผาหญิงหม้ายทั้งเป็นนั้น อาจเป็นการปฏิบัติ
ในสังคมบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่สังคมฮินดูทั้ง
หมดซึ่งมีค่านิยมหลากหลายซับซ้อนอยู่ไม่ใช่น้อย
แต่มีความจริงอย่างหนึ่งของสังคมชาว
ฮินดูคือ ค่านิยมทั้งหมดของสังคมทุกชั้น
วรรณะอยู่บนพื้นฐานความเชื่อในเรื่อง
ความบริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์ ความ
บริสุทธิ์ที่สุดในสังคมคือ พวกพราหมณ์
ที่ประพฤติตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์อย่าง
เคร่งครัด ที่ไม่บริสุทธิ์ที่สุดคือพวกจัณฑาล
ซึ่งชาวอินเดียถือว่าเป็นพวกนอกวรรณะ
นอกจากนั้นความเจ็บความตาย และสิ่ง
ปฏิกูลต่าง ๆ ของร่างกายนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่
ไม่บริสุทธิ์ทั้งสิ้น และเมื่อใดก็ตามที่บุคคล
กัลยาณมิตร ๒๗
Kalyanamitra.org