ข้อความต้นฉบับในหน้า
อัฟริกา เอเชีย ท้ายสุดแล้วนายทหาร
เหล่านี้ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์มีราชวงศ์
ปกครองสามทวีป คือราชวงศ์อันติโกนุส
ครองยุโรป แต่ต่อมาก็ให้โตเลมีซึ่งครอง
ราชย์ที่อียิปต์รับยุโรปไป ส่วนเอเชียตก
กับเซลิคุส (ตั้งราชวงศ์เซเลคิวซิส)
จะเห็นว่านายทหารเหล่านี้ ปฏิเสธ
ธรรมเนียมชนพื้นเมืองเช่น พิธีหมอบกราบ
บังคมทูล หรือเห็นว่าสะดวกกับการปกครอง
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสอง
พวก
นายทหารกรีกเมื่อสถาปนาตนเป็นกษัตริย์
แล้ว ก็เข้าทำการปกครองโดยอาศัยระบบ
เผด็จการทหาร
หลักฐานทางศาสนาพุทธ
ของ
พระเจ้าอโศก ซึ่งเป็นราชนัดดาของ
พระเจ้าจันทรคุปต์ เมื่อปราบพวกกรีก
ที่ปัญจาบได้แล้ว ก็ยังยอมพันธมิตร
ของอาณาจักรพระองค์คือ พวกราชวงศ์
กรีกทั้งหลาย มีการแลกเปลี่ยนทูต
ปัญหามิลินท์เป็นการบันทึก
การสนทนาระหว่างกรีกกับพุทธ
ศาสตราจารย์ Tarn ได้หาหลักฐานมา
ระบุว่า มิลินทปัญหานั้น คนที่รจนาตั้ง
โดย
เดิมตามต้นฉบับคือกรีก โดยจดบันทึก
ไว้ในขณะนั้นเลย ส่วนแรกว่าด้วยการ
สนทนานั้นตรงตามความเป็นจริง
เป็นส่วนเดียวอีกส่วนนั้น พวกพุทธ
ปลอมเข้าไป เฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ว่า
แต่
พระยามิลินท์สละราชสมบัติ จึงบวช
พระและปรินิพพานนั้นไม่จริง
- ในปัญหาพระยามิลินท์ ได้กล่าว
ถึงสุวรรณภูมิไว้แล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานว่า
ดินแดนบนแหลมทองได้เป็นที่ไปมาค้าขาย
มาในช่วงเวลานั้น คือ ช่วงพุทธกาล
ในที่นี้จะกล่าวถึงต้นรากของ
Takola ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือที่มีการติดต่อ
ค้าขายกับเมืองท่าอื่น ๆ ในคาบสมุทร
อินเดีย หรือรวมทั้งไม่ผ่านอินเดียแต่ไป
สู่การค้าตรงกับพ่อค้าที่นำสินค้าถึง
๖๘ กัลยา ณ มิตร
(ภาพล่าง)
รูปหินเก่าแก่รูปพระโพธิสัตว์
ที่มีหนวดคล้ายกับใบหน้าของ
เทพยเจ้าอพอลโล สูง ๔๓ นิ้ว
เป็นสิ่งสร้างสรรค์ของแคว้นคันธาระ
ที่เด่นและมีชื่อเสียง รูปปั้นนี้แสดงให้เห็นเครื่อง
เพรชพลอยแบบคลาสสิค และใต้รูปปั้นนี้
เป็นพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า
คาบสมุทรเปอร์เซียและเมดิเตอร์เรเนียน
โดยตรง
หลักฐานของศาสตราจารย์ Tarn
นั้น เริ่มจากการรุกเข้าไปตีแคว้นบาคเตรีย
(Bactria) โดยพวก Tochari ซึ่ง Tarn
ชี้ว่า ได้มีสมมติฐานว่าชนชาตินี้พูด
ภาษาที่มีราก อิตาเลียน เซลติค Tarn
ว่าไร้มูล ทั้งนี้ได้อธิบายในโน้ตว่า ชนชาติ
โตคารีนั้น Stanley Konow อธิบายว่า
เป็นพวกอาร์ซี (Arsi) เมื่อครองดินแดน
โธคาริได้แล้ว จึงเปลี่ยนชื่อชนชาติเป็น
โตคารี Tarn แย้งว่า ข้อมูลเรื่องนี้ Konow
เอามาจากทฤษฎีต้า-เอีย
ทฤษฎีนี้เชื่อว่าพวกเร่ร่อนไปตั้ง
รกราก ปักหลักแล้ว จ่างเคี่ยน Chang
Kien ซึ่งเดินทางเข้าไปและพบ พวก
ต้า-เอ๊ย ระบุว่าพวกนี้ มักตั้งรกรากอยู่
ในกำแพงบริเวณแอ่ง ทะเลทรายทาริม
(Tarim basin)
ขณะนั้นพวกโตคารียังเร่ร่อนอยู่
Strabo นักวิชาการด้านชีวศาสตร์และ
พืชวิทยาและภูมิศาสตร์ขณะนั้น เป็น
คนนำศัพท์เรียกชื่อมาใช้พวกเร่ร่อนนี้ว่า
โตคารก่อนอพอลโลโดรุส (Apollodorus
C. 100 B.C.) ให้ข้อมูลว่า พวกนี้มาจาก
มาคิหรือมัสกิตา
ตามทัศนะของผู้เขียนนั้น เรารู้จัก
พวก gita ได้จาก Herodotus ได้
โดยตรง Herodotus History ในบรรพที่
๓ (Thalia) ๙๙ อธิบายเกี่ยวกับ Fur-
ther India ว่ายังมีชนชาติเร่ร่อนคือพวก
ปาดะ (ปาเตียน) Padean และมีพวก
กัสปะ และประเทศของพวกภัคตยิกะ
(Pactyica) เป็นพวกเร่ร่อน นิยมทองคำ
อยู่ในทะลทรายพร้อมกับสัตว์ประหลาด
เล็กกว่าหมาเล็กน้อย พวกกษัตริย์เปอร์
เซีย เอาคนพวกนี้ไปเลี้ยงไว้แยะ พวก
อินเดียนส่งพวกนี้ไปทะเลทรายไปขุดทอง
ซึ่งก็จะเอาสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนมด