การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 3 หน้า 15
หน้าที่ 15 / 110

สรุปเนื้อหา

ย อนอดีตสู่สมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ธรรมวิเศษ ดับสูญสิ้นซึ่งอาสวกิเลส ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญ ชรานั้น ได้เปล่งพระพุทธสีหนาทปฐมอุทานตรัส โดยพระคาถาว่า "อเนกชาติสสาร..." อธิบายความว่า แต่ตถาคตท่องเที่ยวมาในชาติสงสารประมาณเป็น อันมาก สืบเสาะแสวงหาช่างกระทำเรือน กล่าว คือตัณหาอันก่อสร้างนามรูปก็มีพบพานทรมาน เสวยชาติทนทุกข์ลำบากแล้ว ๆ เล่า ๆ ดูกร ตัณหาผู้เป็นช่างกระทำเรือนให้ตถาคต กาลบัดนี้ ตถาคตพบท่านแล้ว เห็นตัวท่านแล้ว ตั้งแต่นี้ สืบไปเบื้องหน้า ท่านไม่ได้กระทำเรือนให้ตถาคต สืบไปอีกแล้ว และกลอนเรือนทั้งปวงของท่าน ตถาคตก็กินทนาการหักทำลายเสียสิ้นแล้ว ช่อฟ้า เรือนของท่าน ตถาคตก็ประหารขจัดขจายสิ้นแล้ว และจิตของตถาคตก็ปราศจากสังขารทั้ง ๓ ซึ่งจะ

หัวข้อประเด็น

- การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ย อนอดีตสู่สมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ธรรมวิเศษ ดับสูญสิ้นซึ่งอาสวกิเลส ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญ ชรานั้น ได้เปล่งพระพุทธสีหนาทปฐมอุทานตรัส โดยพระคาถาว่า "อเนกชาติสสาร..." อธิบายความว่า แต่ตถาคตท่องเที่ยวมาในชาติสงสารประมาณเป็น อันมาก สืบเสาะแสวงหาช่างกระทำเรือน กล่าว คือตัณหาอันก่อสร้างนามรูปก็มีพบพานทรมาน เสวยชาติทนทุกข์ลำบากแล้ว ๆ เล่า ๆ ดูกร ตัณหาผู้เป็นช่างกระทำเรือนให้ตถาคต กาลบัดนี้ ตถาคตพบท่านแล้ว เห็นตัวท่านแล้ว ตั้งแต่นี้ สืบไปเบื้องหน้า ท่านไม่ได้กระทำเรือนให้ตถาคต สืบไปอีกแล้ว และกลอนเรือนทั้งปวงของท่าน ตถาคตก็กินทนาการหักทำลายเสียสิ้นแล้ว ช่อฟ้า เรือนของท่าน ตถาคตก็ประหารขจัดขจายสิ้นแล้ว และจิตของตถาคตก็ปราศจากสังขารทั้ง ๓ ซึ่งจะ ตกแต่งให้บังเกิดในไตรภพสืบต่อไปนั้นหามิได้แล้ว และสันดานแห่งตถาคต ก็ถึงซึ่งสิ้นสูญจากตัณหา เป็นนิราวเลสโดยแท้.... (จากพระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส) หลังจากนั้น พระบรมศาสดาได้เสด็จ ประทับเสวยวิมุติสุขอันเกิดจากผลสมาบัติตลอด เวลา ๗ สัปดาห์ ณ สถานที่ ๗ แห่ง และใน สัปดาห์ที่ ๕ ได้เสด็จไปทางทิศตะวันออกแห่งต้น พระศรีมหาโพธิ์ ประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธ คือ ต้นไทรอันเป็นที่อาศัยร่มเงาของพวกคนเลี้ยงแพะ ระหว่างที่ประทับอยู่นั้นได้มีพระดำริว่า ธรรมที่ ทรงบรรลุเป็นของลุ่มลึก เป็นของเห็นได้ยาก รู้ ตามได้ยาก เป็นของสงบประณีต ไม่เป็นที่เที่ยว ไปแห่งความนึก เป็นของละเอียด เป็นของที่บัณฑิต ต้องรู้ ส่วนหมู่สัตว์นี้เป็นผู้ยินดีในอาลัย ยากที่ จะเห็นปฏิจจสมุปบาทได้ ยากที่จะเห็นนิพพาน อันเป็นที่ระงับสังขาร เป็นที่สละอุปธิ เป็นที่สิ้น ตัณหา เป็นที่คลายตัณหา เป็นที่ดับตัณหาได้ ถ้าประกาศธรรมอันวิเศษ ซึ่งกว่าตรัสรู้ได้เป็นของ ลำบากยิ่ง ผู้ที่ห่อหุ้มด้วยกองกิเลสมืดมน ย่อม ไม่แลเห็นธรรม อันทวนกระแสโลก ลุ่มลึกและ เห็นได้ยากยิ่ง เมื่อทรงพิจารณาดังนั้น ก็มีพระ หฤทัยน้อมไปในทางขวนขวายน้อย อันจะตรัส พระสัทธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ ความพระปริวิตกของพระพุทธองค์ ทำ ให้ท้าวสหัมบดีพรหมตกพระทัยยิ่งนัก ได้เปล่ง วาจาอันดัง ๓ ครั้งว่า โลกจะพินาศฉิบหายใน ครั้งนี้ สุรเสียงนั้นดังแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ แล้ว เสด็จลงมาประณมกราบอัญชลีทูลอาราธนาสม เด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงแสดงธรรมโปรด สัตวโลกว่า เพราะสัตวโลกทั้งหลายซึ่งมีธุลีในจักษุ น้อยยังมีอยู่ ขอให้พระพุทธองค์ทรงเปิดประตู พระนิพพานเถิด เมื่อพระบรมศาสดาได้ทรงฟัง ก็ทรง คำทูลอาราธนาของสหัมบดีมหาพรหม เล็งดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักขุ และอาศัยน้ำพระทัย อันเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาเกื้อกูลที่ทรงมีต่อ สัตวโลก ทรงเปรียบสัตวโลกเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า ผู้ที่จะตรัสรู้ธรรมตามพระองค์นั้นยังมี เมื่อทรงได้พิจารณาดังนั้น จึงมีพระมหากรุณาที่ จะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ พูดถึงบัว เราชาวพุทธทั้งหลายมักคุ้นเคย กับดอกบัวเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าดอกบัว เป็นดอกไม้อันบริสุทธิ์ยิ่ง ควรแก่การบูชาพระ รัตนตรัย ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาได้กล่าว ถึงเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและมักมี ดอกบัวเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะบัวเป็นพันธุ์ ไม้ชนิดแรกที่อุบัติขึ้นในโลก เป็นพันธุ์ไม้ต้นกัป เป็นสัญลักษณ์ของการมาตรัสรู้ธรรมของพระพุทธ เจ้าในแต่ละกัป กล่าวคือในต้นกัปใดถ้ามีดอกบัว บานครั้งแรกจำนวนเท่าใด พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ ในกัปนั้น ๆ ก็มีจำนวนเท่านั้นด้วย อย่างเช่นใน ยุคของพวกเราเรียกว่า "ภัทรกัป” เพราะตอน ต้นกับบัวบานครั้งแรก ๕ ดอก จึงมีพระพุทธเจ้า มาตรัสรู้ถึง ๕ พระองค์ ซึ่งนับว่ามากที่สุดมาก กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว บางกับมีเพียง ๑ องค์บ้าง ๒ องค์บ้าง องค์หรือ ๔ องค์บ้าง และบางกัป an Kalyanamitra.org ก ล ย ๆ ณ ม ต ร ๑๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More