การถวายเวฬุวันมหาวิหาร วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 3 หน้า 19
หน้าที่ 19 / 110

สรุปเนื้อหา

ภาคเจ้าทรงแสดงธรรมได้แจ่มแจ้งโดยฉันนั้น พร้อม กับทรงประกาศตนเป็นผู้นับถือพระรัตนตรัยตลอด ชีวิต และทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วย พระสาวก เพื่อถวายภัตตาหาร ณ พระราช นิเวศน์ของพระองค์ในวันรุ่งขึ้น เมื่อถวายพรแล้วพระเจ้าพิมพิสารมีพระ ราชดำริว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าควรประทับอยู่ ที่ไหน จึงจะเหมาะสมไม่ไกลและไม่ใกล้มาก หนทางไปมาสะดวก มีความเงียบสงบสมควร แก่สมณเพศ ทรงระลึกถึงพระราชอุทยานเวฬุวัน ขึ้นมาได้ จึงทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าทองคำลงที่ พระหัตถ์พระพุทธองค์ กราบทูลถวายเวฬุวัน มหาวิหารแก่พระภิกษุสงฆ์ อันมีพระสัมมาสัม พุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน ระหว่างที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์อยู่ ณ เวฬุ วันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ นั้น มีบุตรพราหมณ์ ๒ คน คือ อุปติสสกุมาร บุตรแห่งสารีพราหมณี ก

หัวข้อประเด็น

- การถวายเวฬุวันมหาวิหาร

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ภาคเจ้าทรงแสดงธรรมได้แจ่มแจ้งโดยฉันนั้น พร้อม กับทรงประกาศตนเป็นผู้นับถือพระรัตนตรัยตลอด ชีวิต และทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วย พระสาวก เพื่อถวายภัตตาหาร ณ พระราช นิเวศน์ของพระองค์ในวันรุ่งขึ้น เมื่อถวายพรแล้วพระเจ้าพิมพิสารมีพระ ราชดำริว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าควรประทับอยู่ ที่ไหน จึงจะเหมาะสมไม่ไกลและไม่ใกล้มาก หนทางไปมาสะดวก มีความเงียบสงบสมควร แก่สมณเพศ ทรงระลึกถึงพระราชอุทยานเวฬุวัน ขึ้นมาได้ จึงทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าทองคำลงที่ พระหัตถ์พระพุทธองค์ กราบทูลถวายเวฬุวัน มหาวิหารแก่พระภิกษุสงฆ์ อันมีพระสัมมาสัม พุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน ระหว่างที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์อยู่ ณ เวฬุ วันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ นั้น มีบุตรพราหมณ์ ๒ คน คือ อุปติสสกุมาร บุตรแห่งสารีพราหมณี กับโกลิตกุมาร บุตรแห่งโมคคัลลีพราหมณี เป็น สหายกัน ชอบไปดูมหรสพการละเล่นด้วยกันเสมอ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเนื่องด้วยบารมีญาณแก่กล้าใกล้ ถึงคราวบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว จึงมิได้ยินดี และสนุกสนานในการดูมหรสพเช่นเคย ทั้งสอง สหายกลับดำริตรงกันว่า ประโยชน์อันใดจะเกิด จากการดูมหรสพเล่า ในเมื่ออายุของเรายังไม่พ้น ๑๐๐ ปี ก็พลันตายได้ การออกแสวงหาโมกขธรรม เป็นสิ่งที่ควรเป็นสิ่งที่ชอบ สองมาณพกุมารจึงนำ บริวาร ๕๐๐ ไปบรรพชาอยู่ในสำนักสญชัย ปริพาชก ศึกษาศิลปะต่าง ๆ อยู่ไม่กี่วันก็ เรียนลัทธิในสำนักอาจารย์จนหมดสิ้น แต่ยังไม่ พบโมกขธรรมที่แสวงหาแต่อย่างใด จึงพากัน ออกท่องเที่ยวสู่คามนิคมชนบทน้อยใหญ่ทั้งปวง และสัญญาต่อกันว่าถ้าผู้ใดพบอมตธรรมก่อนจะ บอกให้ผู้หนึ่งรู้ด้วย เช้าวันหนึ่ง ท่านอุปติสสะ ได้พบพระอัสสชิเถรเจ้า ระหว่างบิณฑบาตอยู่ใน กรุงราชคฤห์ ก็เกิดความเลื่อมใส จึงเดินตามไป ปฏิบัติอุปัฏฐากขณะที่พระอัสสชิฉันภัตตาหาร บริเวณพระคันธกุฎี ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บนยอดเขา คิชฌกูฏ หลังจากพระเถรเจ้ากระทำภัตตกิจสำเร็จแล้ว อุปติสสะจึงเข้าไปปฏิสันถารว่า "ดูกรอาวุโส ผิวพรรณวรรณะของท่าน ดูผ่องใสบริสุทธิ์ ผู้ใดเป็นศาสดาของท่าน ท่าน ศึกษาธรรมจากผู้ใด พระอัสสชิเถรเจ้าตอบว่า พระมหาสมณ ศากยบุตร เป็นพระบรมศาสดาของเรา เราได้ บรรพชาจากพระบรมศาสดา ศึกษาธรรมจาก พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อท่านอุปติสสะถามว่า พระศาสดาของท่านสั่งสอนธรรมว่าอย่างไร พระ มหาเถระจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจแสดงธรรม นั้นให้พิสดารได้ เราจักแสดงเฉพาะใจความ โดยย่อเท่านั้น แล้วจึงแสดงธรรมว่า "ธรรมเหล่าใดเกิดจากเหตุ พระตถา คตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น ทรงแสดง ความดับ และหนทางไปถึงความดับแห่งธรรม เหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีพุทธฎีกาตรัสดังนี้ เมื่ออุปติสสปริพาชกได้สดับพระคาถาจบ ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลทันที และก็ทราบว่าคุณ วิเศษของธรรมอันสูงสุดกว่านี้ยังมีอีก จึงได้ กล่าวถามถึงพระบรมศาสดาว่าประทับอยู่ที่ไหน เมื่อทราบว่าประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร จึง กราบลาพระอัสสชิ ไปตามหาโกลิตปริพาชก ๆ เห็นสหายเดินมาแต่ไกล มีผิวพรรณผ่องใส ก็รู้ ว่าสหายแห่งตนนั้นได้พบอมตธรรมแล้ว จึงถาม กั ล ย า ณ ม ต ร ๑๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More