ข้อความต้นฉบับในหน้า
ก็ไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเลย เรียกว่าสุญญกัป
ส่วนกัปหนึ่งมีกำหนดกาลเวลาว่านานเท่าใดนั้น
ขันติความอดทนเป็นเลิศ เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ
ในการสร้างสมบารมีให้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ยัง
ต้องมีน้ำพระทัยเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาเกื้อกูล
ต่อสัตวโลกเสมอด้วยชีวิตของพระองค์ด้วย แล้ว
ประโยชน์อันใดเมื่อทรงบรรลุธรรมอันประเสริฐแล้ว
บัณฑิตผู้มีปรีชาญาณ ได้กล่าวอุปมาประมาณไว้ว่า
มีภูเขาลูกหนึ่งสัณฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีความกว้าง
๑ โยชน์และสูง ๑ โยชน์ ถึงร้อยปีก็มีเทวดาเอา
0
0
ผ้าทิพย์มาลูบยอดภูเขา ครั้ง และทำเช่นนี้ติด
ต่อกันทุกร้อยปี จนกระทั่งยอดภูเขากร่อนราบลง
มาเสมอพื้นดินเมื่อใด เวลานั้นจึงนับเป็น กัป
ท่านทั้งหลายคิดดูเถิดว่าเวลา ๑ กัปนั้นยาวนาน
เพียงใด ดังนั้นมนุษย์ที่ได้มาเกิดยุคภัทรกัป จึง
นับว่ามีบุญมากแล้ว ยิ่งได้เกิดมาพบพระบวร
พุทธศาสนาอันเป็นเนื้อนาบุญแห่งโลก ก็ยิ่งนับ
A
ว่าโชคดีอย่างมหาศาลเกินกว่าจะเปรียบปานได้
พวกเราทั้งหลาย
ควรที่ชาวพุทธผู้โชคดีรีบขวนขวายสร้างบารมี
คุณงามความดีไว้ประดับโลก และเพื่อเป็นเสบียง
บุญติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ให้คุ้มค่าชีวิตที่แสน
สั้นแต่สุดประเสริฐ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมของ
ทั้งหลาย เมื่อเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์
สุเมธดาบส และได้อุทิศชีวิตทอดร่างกายลงกับ
พื้นแทนถนนที่ยังถมไม่เสร็จ แล้วอาราธนาพระ
ทีปังกรพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกจำนวน ๔
แสนรูปเสด็จดำเนินผ่านนั้น ก็ด้วยน้ำพระทัย
ปรารถนาจะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ตัดขาด
วัฏสงสารช่วยสัตวโลกให้ข้ามสู่ฝั่งพระนิพพาน
จึงได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าว่า
อีกสื่อสงไขยกับแสนมหากัป ทานสุเมธดาบส
จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นเที่ยงแท้ เพราะ
ฉะนั้น ในระยะเวลายาวนานประมาณถึงสื่อสง
ไขยกับแสนมหากัป ที่พระมหาโพธิสัตว์ได้สละ
ชีวิตและเลือดเนื้อสะสมพระบารมีทั้ง
90
ทัศ
คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ
สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขาบารมี เรียกว่า
เป็นอุดมคติหรือปรัชญาชีวิตอันเป็นหลักธรรม
ประจำใจของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์นั้น (คำว่า
“โพธิสัตว์” แปลว่า ผู้ข้องอยู่ในความรู้ มิได้
ข้องอยู่ในกองกิเลสต่าง ๆ) นอกจากจะต้องมี
จะไม่ทรงโปรดสัตวโลกที่ทรงพระมหากรุณาเกื้อกูล
เสมอด้วยชีวิตของพระองค์นั้นเล่า
ในอรรถกถากล่าวว่า การที่สมเด็จพระ
บรมศาสดาทรงพระปริวิตกถึงการแสดงธรรม เพราะ
ลำดับนั้น
เหตุว่า เป็นพระวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งปวงที่ทรง
ดำริเช่นนั้น ก็ด้วยพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบว่า
เมื่อทรงวิตกพระพรหมก็จะมากราบทูลอาราธนา
ให้ทรงเทศนาธรรมสั่งสอนเป็นนิตย์
สัตวโลกทั้งหลายจะเห็นพระธรรมเป็นของสูงและ
ยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดความเคารพในธรรม เพราะ
โลกสันนิวาสเคารพพรหม และพรหมที่มาทูลขอ
ให้ทรงแสดงธรรมมาถึงหมื่นองค์ คือองค์ละจักร
วาลจากทั้งหมื่นจักรวาล
แต่การที่จะหมุนกงล้อพระธรรมจักรไป
ทั่วชมพูทวีป ยังโลกนี้ให้สว่างไสวด้วยแสงแห่ง
ธรรม ปลดเปลื้องมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นจากกอง
ทุกข์อันเกิดจากกิเลสบ่วงมาร ได้นั้น เป็นพระสัม
การวิบากหนักหนาทีเดียว เพราะกองทัพข้าศึก
กิเลสมารนั้น ได้ห่อหุ้มดวงใจมนุษย์ให้มืดมนอยู่
ในกมลสันดานมาไม่รู้คือสงไขยกัป ลำพังพระองค์
เดียว คงกระทำพระภาระอันยิ่งใหญ่ได้ไม่เต็มที่
และเกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีกองทัพธรรม
ยาตรายธรรมเตรีให้กระหึ่มกึกก้องไปทุกสารทิศ
ปลุกมนุษย์ให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในธรรม
อันที่สุด คืออรหัตผลอันเลิศ สังหารกิเลสมาร
ได้สิ้น
พระบรมศาสดาจึงทรงดำริว่า พระองค์
ควรจักโปรดใครก่อน ใครจักเป็นปฐมสาวกองค์
แรก เป็นทหารเอกแห่งกองทัพธรรม ทรงเล็งดู
พิจารณาเห็นว่า ปัญจวัคคีย์มีอุปการคุณมาก
ในระหว่างทรงทำความเพียรทุกกรกิริยาก่อนตรัสรู้
และด้วยเหตุที่พราหมณ์โกณฑัญญะซึ่งเป็นหัว
๑๖. ก ล ย า ณ ม ต ร
Kalyanamitra.org