มารยาทและค่านิยมในสังคมไทย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 3 หน้า 63
หน้าที่ 63 / 110

สรุปเนื้อหา

ถ้าเพื่อนบ้านหรือเพื่อนข้างห้องทำตัวไม่เหมาะสม ให้คุยอย่างเป็นกิจจะลักษณะกับบุคคลนั้นโดยเร็ว ที่สุด อย่าได้นำความไม่ดีของเขาไปพูดกับคนอื่น มิฉะนั้น แล้วจะเกิดปัญหาใหญ่โตตามมา ยากที่ จะแก้ไข นี่เป็นมารยาทอย่างหนึ่งของคนอเมริกัน ซึ่งอาตมาคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีในสังคมไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหาระหว่างคนสองคน คน ไทยมักจะไม่พูดตรง ๆ ต่อหน้าบุคคลนั้น โดย เฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่อายุมากกว่า จะเป็นด้วย เหตุผลว่า เกรงใจหรือกลัวเสียหน้าก็ตาม และ มักจะไปพูดกันลับหลัง เรื่องนั้นก็ขยายวงกว้างจน เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันขึ้น เรื่องราวในสังคม ก็ลุกลามใหญ่โตไป สังคมคนไทยจึงมักจะมีเรื่อง ระหองระแหงเพราะไม่กล้าพูดกันเช่นนี้บ่อย ๆ จากที่กล่าวมานี้ทำให้เรามองเห็นค่านิยม ของไทยที่แตกต่างกับของอเมริกัน คือ

หัวข้อประเด็น

- มารยาทและค่านิยมในสังคมไทย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ถ้าเพื่อนบ้านหรือเพื่อนข้างห้องทำตัวไม่เหมาะสม ให้คุยอย่างเป็นกิจจะลักษณะกับบุคคลนั้นโดยเร็ว ที่สุด อย่าได้นำความไม่ดีของเขาไปพูดกับคนอื่น มิฉะนั้น แล้วจะเกิดปัญหาใหญ่โตตามมา ยากที่ จะแก้ไข นี่เป็นมารยาทอย่างหนึ่งของคนอเมริกัน ซึ่งอาตมาคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีในสังคมไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหาระหว่างคนสองคน คน ไทยมักจะไม่พูดตรง ๆ ต่อหน้าบุคคลนั้น โดย เฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่อายุมากกว่า จะเป็นด้วย เหตุผลว่า เกรงใจหรือกลัวเสียหน้าก็ตาม และ มักจะไปพูดกันลับหลัง เรื่องนั้นก็ขยายวงกว้างจน เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันขึ้น เรื่องราวในสังคม ก็ลุกลามใหญ่โตไป สังคมคนไทยจึงมักจะมีเรื่อง ระหองระแหงเพราะไม่กล้าพูดกันเช่นนี้บ่อย ๆ จากที่กล่าวมานี้ทำให้เรามองเห็นค่านิยม ของไทยที่แตกต่างกับของอเมริกัน คือ การรักษา หน้า คนอเมริกันเห็นว่า การรักษาหน้าตาเป็น เรื่องของคนสมัยโบราณ ค่านิยมของคนอเมริกัน ในยุคใหม่ก็คือ เขาได้เรียนรู้อะไรบ้างหากเขาได้ ทำผิด และใช้วิธีเข้าไปพูดตรง ๆ ต่อหน้าเลย ทีเดียว ในขณะที่คนไทยจะคิดว่าการกระทำดัง กล่าวเป็นการฉีกหน้า ทำให้หน้าแตก หรือไม่ไว้ หน้ากัน หรือเป็นการหยามน้ำหน้า ทำให้อีก ฝ่ายหนึ่งอับอาย เมื่อเกิดการเสียหน้าขึ้นมาแล้ว สังคมไทยจะถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เสมอ ถ้าศึกษา ภาษาไทยให้ดี ๆ จะพบว่าในภาษิตคำพังเพย ของเรามีคำว่า “หน้า” ใช้อยู่มากมายทีเดียว เช่น ขายผ้าเอาหน้ารอด ผักชีโรยหน้า หน้าใหญ่ ใจโต หากใครทำผิดแล้วแก้ตัวเป็นเหตุเป็นผล เรียกว่า "การแก้หน้า” ถ้าทำแล้วเป็นที่อับอาย เรียกว่า "ขายหน้า" ถ้าทำแล้วชื่อเสียงดีมากก็ เรียกว่า “ได้หน้า” หรือชื่อเสียงที่ดีหมดไปก็เรียกว่า "เสียหน้า” เพราะหน้าของคนไทยไม่ได้หมายถึง แค่เพียงใบหน้าที่อยู่ติดกับศีรษะเท่านั้น แต่หมาย รวมไปถึงเกียรติยศ ชื่อเสียงความงาม บริวารสมบัติ ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ค่านิยมนี้ทำให้คนไทยเรา ไม่พูดกันตรง ๆ มัคคุเทศก์กำลังพานักท่องเที่ยวเดินชมมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด อาคารด้านหลังคือ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ชาวอังกฤษคนหนึ่งบ่นให้อาตมาฟังว่า คนไทยนี่แปลกจริง ๆ ไม่พูดถึงเรื่องปัญหากัน ตรง ๆ แล้วจะทำงานให้สำเร็จกันได้อย่างไร เลย ไม่รู้เรื่องกันสักทีหนึ่ง สาเหตุอย่างหนึ่งเพราะว่า คนไทยมักจะคำนึงถึงหน้าตามากกว่าอย่างอื่น จนเป็นจิตสำนึกอยู่ภายในว่า เพราะกลัวเสียหน้า จึงไม่กล้าถาม เพราะกลัวคนอื่นเสียหน้าจึงไม่กล้า เตือน จนในที่สุดแล้วกิจการงานใหญ่ ๆ จึงได้ ล้มเหลวลงเป็นจำนวนมาก เพราะหน้าตาเป็นเหตุ สำคัญ ค่านิยมนี้อยู่ในสังคมไทยของเรามาช้านาน จนทำให้คนชาติอื่นเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็น วัฒนธรรมพุทธศาสนา แต่ความจริงหาเป็น เช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละทิฐิมานะ ความถือตัว และทรงสรรเสริญให้จับผิดตัวเอง ให้มีการปวารณาเพื่อตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ซึ่งก็เป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็น กัลยาณมิตรคือ กล้าที่จะเตือนผู้อื่น ไม่ปล่อย ให้ผู้อื่นทำผิดทั้ง ๆ ที่ไม่รู้หรือเข้าใจผิด เพราะ มัวแต่คำนึงถึงเรื่องหน้าตากันมากกว่าอย่างอื่น ในสังคมฆราวาสของคนไทยเราไม่ได้ปฏิบัติตาม ธรรมะในข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่ กั ล ย า ณ ม ต ร ๖๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More