ข้อความต้นฉบับในหน้า
ถ้าเพื่อนบ้านหรือเพื่อนข้างห้องทำตัวไม่เหมาะสม
ให้คุยอย่างเป็นกิจจะลักษณะกับบุคคลนั้นโดยเร็ว
ที่สุด อย่าได้นำความไม่ดีของเขาไปพูดกับคนอื่น
มิฉะนั้น แล้วจะเกิดปัญหาใหญ่โตตามมา ยากที่
จะแก้ไข นี่เป็นมารยาทอย่างหนึ่งของคนอเมริกัน
ซึ่งอาตมาคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีในสังคมไทย
เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหาระหว่างคนสองคน คน
ไทยมักจะไม่พูดตรง ๆ ต่อหน้าบุคคลนั้น โดย
เฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่อายุมากกว่า จะเป็นด้วย
เหตุผลว่า เกรงใจหรือกลัวเสียหน้าก็ตาม และ
มักจะไปพูดกันลับหลัง เรื่องนั้นก็ขยายวงกว้างจน
เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันขึ้น เรื่องราวในสังคม
ก็ลุกลามใหญ่โตไป สังคมคนไทยจึงมักจะมีเรื่อง
ระหองระแหงเพราะไม่กล้าพูดกันเช่นนี้บ่อย ๆ
จากที่กล่าวมานี้ทำให้เรามองเห็นค่านิยม
ของไทยที่แตกต่างกับของอเมริกัน คือ การรักษา
หน้า คนอเมริกันเห็นว่า การรักษาหน้าตาเป็น
เรื่องของคนสมัยโบราณ ค่านิยมของคนอเมริกัน
ในยุคใหม่ก็คือ เขาได้เรียนรู้อะไรบ้างหากเขาได้
ทำผิด และใช้วิธีเข้าไปพูดตรง ๆ ต่อหน้าเลย
ทีเดียว ในขณะที่คนไทยจะคิดว่าการกระทำดัง
กล่าวเป็นการฉีกหน้า ทำให้หน้าแตก หรือไม่ไว้
หน้ากัน หรือเป็นการหยามน้ำหน้า ทำให้อีก
ฝ่ายหนึ่งอับอาย เมื่อเกิดการเสียหน้าขึ้นมาแล้ว
สังคมไทยจะถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เสมอ ถ้าศึกษา
ภาษาไทยให้ดี ๆ จะพบว่าในภาษิตคำพังเพย
ของเรามีคำว่า “หน้า” ใช้อยู่มากมายทีเดียว
เช่น ขายผ้าเอาหน้ารอด ผักชีโรยหน้า หน้าใหญ่
ใจโต หากใครทำผิดแล้วแก้ตัวเป็นเหตุเป็นผล
เรียกว่า "การแก้หน้า” ถ้าทำแล้วเป็นที่อับอาย
เรียกว่า "ขายหน้า" ถ้าทำแล้วชื่อเสียงดีมากก็
เรียกว่า “ได้หน้า” หรือชื่อเสียงที่ดีหมดไปก็เรียกว่า
"เสียหน้า” เพราะหน้าของคนไทยไม่ได้หมายถึง
แค่เพียงใบหน้าที่อยู่ติดกับศีรษะเท่านั้น แต่หมาย
รวมไปถึงเกียรติยศ ชื่อเสียงความงาม บริวารสมบัติ
ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ค่านิยมนี้ทำให้คนไทยเรา
ไม่พูดกันตรง ๆ
มัคคุเทศก์กำลังพานักท่องเที่ยวเดินชมมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด อาคารด้านหลังคือ ศูนย์วิทยาศาสตร์
ชาวอังกฤษคนหนึ่งบ่นให้อาตมาฟังว่า
คนไทยนี่แปลกจริง ๆ ไม่พูดถึงเรื่องปัญหากัน
ตรง ๆ แล้วจะทำงานให้สำเร็จกันได้อย่างไร เลย
ไม่รู้เรื่องกันสักทีหนึ่ง สาเหตุอย่างหนึ่งเพราะว่า
คนไทยมักจะคำนึงถึงหน้าตามากกว่าอย่างอื่น
จนเป็นจิตสำนึกอยู่ภายในว่า เพราะกลัวเสียหน้า
จึงไม่กล้าถาม เพราะกลัวคนอื่นเสียหน้าจึงไม่กล้า
เตือน จนในที่สุดแล้วกิจการงานใหญ่ ๆ จึงได้
ล้มเหลวลงเป็นจำนวนมาก เพราะหน้าตาเป็นเหตุ
สำคัญ
ค่านิยมนี้อยู่ในสังคมไทยของเรามาช้านาน
จนทำให้คนชาติอื่นเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็น
วัฒนธรรมพุทธศาสนา
แต่ความจริงหาเป็น
เช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละทิฐิมานะ
ความถือตัว และทรงสรรเสริญให้จับผิดตัวเอง
ให้มีการปวารณาเพื่อตักเตือนซึ่งกันและกันได้
ซึ่งก็เป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็น
กัลยาณมิตรคือ กล้าที่จะเตือนผู้อื่น ไม่ปล่อย
ให้ผู้อื่นทำผิดทั้ง ๆ ที่ไม่รู้หรือเข้าใจผิด เพราะ
มัวแต่คำนึงถึงเรื่องหน้าตากันมากกว่าอย่างอื่น
ในสังคมฆราวาสของคนไทยเราไม่ได้ปฏิบัติตาม
ธรรมะในข้อนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่
กั ล ย า ณ ม ต ร ๖๓