ข้อความต้นฉบับในหน้า
ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโลก
มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
ซาก ๆ มาเป็นแสน 1 ปี มันแปลกสําหรับคน
ไม่เคย แต่เธอจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อเธอเพิ่งจะ
เดินทางสายนี้มาเพียงนิดเดียวเท่านั้น ว่าบนเส้น
ทางสายนี้จะมีดอกไม้และเรียวหนามอยู่ตรงใดบ้าง
บัดนี้ เธอได้ก้าวมาสู่เส้นทางรักแล้ว
เส้นทางรักซึ่งในระยะแรกมักจะอบอวลไปด้วย
ความหวังระคนความลังเลใจ
หวังว่าจะได้รับ
ความสุขอันเต็มเปี่ยม ซึ่งมีเขาผู้นั้นเป็นผู้หลั่งให้
ลังเลใจว่าเขาจะทะนุถนอมเธอตลอดไปหรือไม่
ความหวังอันหนึ่งของสตรีเมื่อมีความรัก
และแต่งงาน คือหวังว่าเขาจะเป็นของตนเพียง
ๆ
ผู้เดียว ไม่เอาใจไปเผื่อแผ่กับใครอีก แต่ก็มีสตรี
น้อยคนนักที่จะสมหวังในเรื่องนี้ มีสตรีน้อยคน
เหลือเกินที่จะประสบโชคดีในเรื่องนี้ ผู้ชายเป็น
เพศที่ชอบริเริ่ม เขามิได้ริเริ่มเฉพาะเรื่องอื่น
เท่านั้น แม้ในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เขาก็ชอบริเริ่ม
ด้วยเหมือนกัน ส่วนสตรีนั้นไม่ชอบริเริ่มอะไร
แต่ชอบคุ้มครองรักษา อะไรที่เธอได้แล้ว จึงมัก
คุ้มครองรักษาด้วยดี รวมทั้งคุ้มครองรักษา
ความรักและคนที่ตนรักอีกด้วย
วันหนึ่งอโศกและศีขรินไปหาชโลธรา
และชาลินี ศีขรินแยกไปหาชาลินี อโศกจึงหา
ชโลธราเพียงผู้เดียว เมื่อก้าวเข้าไป ทีแรกก็มอง
ไม่เห็นใคร แต่เมื่อเดินเข้าไปจวนจะถึงตัวเรือน
อยู่แล้ว จึงเห็นชายสูงอายุผู้หนึ่งนั่งอยู่ อโศก
เข้าใจว่าชายผู้นี้น่าจะเป็นบิดาของชโลธรา หญิงสาว
สั่งนักสั่งหนาว่าอย่าไปพบกับบิดานาง แม้อโศก
มองไม่เห็นเหตุผล แต่ก็ต้องเชื่อนางไว้ก่อน เขา
ตั้งใจจะหันหลังกลับไปบ้านของชาลินี แต่บังเอิญ
รายสูงอายุผู้นั้นเหลียวมาเห็นเข้า ครั้นจะหลบ
เสียก็น่าเกลียด จะกลายเป็นผู้เจตนาไม่สุจริต
อโศกจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา ชายผู้นั้นลุกขึ้น
ยืนต้อนรับ อโศกทำความเคารพโดยยกมือขึ้นไหว้
เจ้าของถิ่นรับไหว้อย่างสวยงาม แล้วเชิญให้นั่ง
“ท่านมาหาใครไม่ทราบ?” เขาถาม
"ข้าพเจ้า มาหาชโลธรา” อโศกตอบ
"อ้อ!” เขาอุทานแล้วนิ่งไปครู่
“ท่านรู้จักชโลธรานานแล้วหรือ?”
“นานแล้ว” อโศกตอบ
เขานิ่งไปอีกครู่หนึ่ง อโศกจึงถามว่า
"ขอโทษเถิดท่านเป็นบิดาของชโลธราหรือ?”
ชายผู้นั้นพยักหน้าแทนคำตอบ มองอโศก
อย่างพินิจพิเคราะห์
“ท่านมิใช่คนถิ่นนี้?” เขาถาม
"ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาตักสิลา มาจาก
นครปาฏลีบุตร” อโศกตอบอย่างนอบน้อม
"ท่านต้องศึกษาอีกกี่ปีจึงสำเร็จ?”
"เหลืออีก 5 เดือนเท่านั้น”
"ดีมาก" เขาพูดเหมือนมิได้มีความหมาย
อะไรมากนัก
ขณะนั้นเขาสังเกตเห็นเครื่องประดับ
บางอย่างในตัวอโศก ซึ่งโดยปกติเมื่ออยู่สำนัก
ตักสิลาเขามิได้ใช้เลย แต่วันนี้ไม่แน่ใจว่าเพราะ
อะไรอโศกจึงเอาติดตัวมาด้วย ชายชรามีอาการ
ตื่นเต้นเล็กน้อยแล้วระงับเสีย
ถาม
"ขอโทษ ท่านเป็นวรรณะอะไร?” เขา
"ข้าพเจ้าเป็นไวศยะ” อโศกตอบ
เขายิ้มนิดหนึ่งก่อนพูดว่า "ท่านน่าจะ
พูดไม่ตรงกับความจริง เครื่องประดับในตัวท่าน
ฟ้องตัวเองอยู่ว่า ท่านมิใช่วรรณะไวศยะ
"มีอะไรในตัวข้าพเจ้าหรือ?” อโศกถาม
ด้วยความฉงน
"กำไลมือและธำมรงค์ซึ่งท่านสวมอยู่นั้น
เป็นเครื่องหมายแห่งราชวงศ์เมารยะ หรือโมริยะ
แห่งนครปาฏลีบุตรมีลวดลายยุงลำแพน คนวรรณะ
อื่นจะไม่มีสิทธิ์สวมกำไลมืออย่างนี้ได้ และจะรู้
ได้เฉพาะคนในวรรณะกษัตริย์ด้วยกันเท่านั้น
อโศกงุนงงต่อคำกล่าวของท่านผู้นั้นมาก
เขานึกไม่ถึงเลยว่าบิดาของชโลธราจะรอบรู้ถึงปานนี้
"ชะรอยท่านผู้นี้จะมีเบื้องหลังอันน่าสนใจกระมัง?”
เขาคิดอยู่ในใจ ครู่หนึ่งผ่านไปอโศกจึงถามว่า
"ท่านเป็นวรรณะกษัตริย์หรือ?”
Kalyanamitra.org
ก ล ย า ณ ม ต ร ๙๓