ข้อความต้นฉบับในหน้า
สหายว่าท่านได้อมตธรรมมาอย่างไร เมื่ออุปติสสะ
บอกความแต่หนหลังและกล่าวพระคาถาธรรมแก่
โกลิตะ ๆ ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้ว
ชวนกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ เวฬุวัน
มหาวิหาร พร้อมกับบริวารจำนวน ๒๕๐ คน
ที่ติดตามมา (อีกกิ่งหนึ่งไม่ยอมมา)
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทอดพระ
เนตรเห็นปริพาชกทั้ง ๒ พาบริวารมาแต่ไกล
จึงตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย
ปริพาชกทั้ง ๒ สหายคือ อุปติสสะ และโกลิตะ
กำลังมา นั่นแหละเป็นคู่อัครสาวกของตถาคต
ปริพาชกทั้ง ๒ พาบริวารเข้าไปหมอบกราบลง
แทบพระบาททูลขอบรรพชาอุปสมบท สมเด็จ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
"เอก ภิกขูโว เธอทั้งหลายจงมาเป็น
ภิกษุเถิด เราได้แสดงธรรมไว้ดีแล้ว เธอทั้งหลาย
จงประพฤติพรหมจรรย์ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดย
ชอบเถิด” แล้วทรงบัญญัตินามพระอัครสาวกทั้ง
๒ ตามนามของมารดาว่า พระสารีบุตร (อุปติ
สสะ) และพระมหาโมคคัลลานะ (โกลิตะ) แต่นั้นมา
ในอรรถกถากล่าวว่า เมื่ออดีตสมัย
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระสารีบุตรเกิดเป็น
สรทดาบส ได้ทำปะรำด้วยดอกไม้ประดับอาครม
องตน แล้วถวายมหาทานแด่พระอโนมทัสสี
และภิกษุสงฆ์ ตั้งความปรารถนาเป็นอัครสาวก
และยังไปบอกสิริวัฑฒเศรษฐีให้ปรารถนาตำแหน่ง
ทุติยสาวก สิริวัฑฒเศรษฐีจึงสร้างปะรำด้วย
ดอกบัวสีเขียว ถวายมหาทานแด่พระภิกษุสงฆ์
อันมีพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน แล้ว
ตั้งความปรารถนาเป็นทุติยสาวก ด้วยอานิสงส์
แห่งบุญและความปรารถนานั้นจึงได้มาเป็นพระ
อัครสาวกในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
เมื่อได้ฟังธรรมเทศนาครั้งแรกจากพระ
บรมศาสดา เหล่าบริวารทั้ง ๒๕๐ คน ก็ได้
สำเร็จพระอรหันต์ทันที แต่อัครสาวกทั้ง ๒ ยัง
ไม่ได้บรรลุอรหัตผล เพราะว่าสาวกบารมีญาณ
เป็นของใหญ่ นับแต่บรรพชาแล้ว พระมหาโมค
คัลลานะก็หลีกเร้นไปทำความเพียรสมณธรรมอยู่
ในอารัญญิกเสนาสนะใกล้หมู่บ้านกัลลวาล
มุตตคาม แคว้นมคธ แล้วถูกถีนมิทธะครอบงำ
นั่งโงกง่วงอยู่ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
เห็นด้วยทิพยจักษุ จึงเสด็จไปปรากฏพระวรกาย
เบื้องหน้าพระมหาโมคคัลลานะโดยเร็วพลัน ใน
พระไตรปิฎกสัตตกนิบาต พระสูตรที่ ๔ กล่าวว่า
พระพุทธองค์ตรัสถามว่า "โมคคัลลานะ
เธอง่วงหรือ” พระโมคคัลลานะทูลตอบว่า
"พระเจ้าข้า” จึงตรัสว่า “โมคคัลลานะ เมื่อเธอมี
สัญญาอย่างไรจึงง่วง ควรนึกสัญญาอย่างนั้น
ให้มาก
ถ้ายังไม่หาย ควรนึกตรึกตรอง เพ่งถึง
ธรรมะตามที่ตนได้ร่ำเรียนมาก็จักหายง่วง
ถ้ายังไม่หาย ควรสาธยายธรรมตาม
แต่ตนได้เรียนได้ฟังมาโดยพิสดารก็จักหายง่วง
ถ้ายังไม่หาย ควรแยงช่องหูทั้ง ๒ และ
ลูบตัวด้วยฝ่ามือก็จักหายง่วง
ถ้ายังไม่หาย จงลุกจากที่นั่งไปขยี้ตา
ด้วยน้ำ แล้วเหลียวดูทิศต่าง ๆ แหงนดูเดือนดาว
ก็จักหายง่วง
ถ้ายังไม่หาย ต้องนึกถึงแสงสว่างให้
เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน แล้วอบรมจิต
อันมีรัศมี ด้วยจิตอันไม่มีสิ่งใดหุ้มห่อก็จักหายง่วง
ถ้ายังไม่หาย ควรไปเดินจงกรมสำรวม
จิตใจไม่ให้คิดไปภายนอกก็จักหายง่วง
ถ้ายังไม่หาย ควรนอนตะแคงข้างขวา
ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้ามีสติสัมปชัญญะ ตั้งใจลุกขึ้น
พอตื่นก็รีบลุกขึ้น ด้วยคิดว่า เราจะไม่หาความสุข
ในการนอน"
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานกุศโล
บายแก้ง่วงให้พระโมคคัลลานะแล้วได้ตรัสเทศนา-
ธรรมอันเหมาะสมแก่ธาตุธรรมและจิตวิสัยของ
พระโมคคัลลานะ พระมหาเถรเจ้าได้เจริญวิปัส
สนาตามพระพุทธโอวาทโดยลำดับจนสำเร็จเป็น
พระอรหันต์ อัครสาวกผู้เลิศในทางฤทธิ์ เป็น
กำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ตลอด
๒๐ ก ล ย ๆ ณ ม ต ร
Kalyanamitra.org