ข้อความต้นฉบับในหน้า
บุรุษต้นตระกูลของเขาแต่โบราณกาลต้องอพยพ ที่ทุรกันดาร ต่อมาจึงมีครูอาชีพเข้าไปสอน
หลบภัยอยู่เสมอๆ วันหนึ่งเขาขนลำเลียง ขณะนี้ก็ได้ให้มีการสนับสนุนให้เรียนไปถึงชั้น
หนังสือภาษาม้งใส่ตะกร้าบรรทุกบนหลังม้าเดิน มัธยม คนไหนที่เรียนดีก็ให้เรียนถึงขั้นสูง ทั้ง
ทางมาถึงริมลำธารแห่งหนึ่ง จึงปลดตะกร้า ทางด้านการเกษตรกรรม ทั้งทางด้านอาชีพครู
หนังสือลงจากหลังม้า เพื่อให้มากินหญ้ากิน เพื่อที่จะได้กลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตน”
น้ำสะดวก แล้วเขาก็นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ ลมพัด “ชาวม้งชอบเรียนมั้ยครับ อาจารย์” เสียง
เอื้อยๆ เย็นสบายก็เผลอหลับไปนาน มาเลย
กินหนังสือหมด สงสัยมันหิวจัด นับแต่นั้นมา
ชาวม้งเลยไม่มีตัวหนังสือมาจนบัดนี้
“แหม... เข้าใจผูกเรื่องถึงสาเหตุไม่มีตัว
หนังสือใช้นะลักขณ์ เออ...ก็ดีเหมือนกัน ไม่มีก็
ไม่ต้องเรียนให้เหนื่อยยาก ดีมั้ยกุ้งฝอย”
“ไม่ดีค่ะ ไม่เรียนก็ไม่ฉลาดซิคะ” กุ้งฝอย
ตอบด้วยน้ำเสียงชื่อๆ
“ถูกต้องจ้ะ กุ้งฝอยคนเก่งของน้า”
เบญจ์คงนึกภาพกุ้งฝอยออกนะ เวลาที่
กุ้งฝอยได้รับคำชมจากใคร ๆ โดยเฉพาะน้าน้อย
อย่างน้อยที่สุดแก้มคุณเธอก็น่าหยิกละ ทั้งปอง
ทั้งชมพูเรื่อ ๆ คือ...พูดแล้วมันเขี้ยวอยากกัดแก้ม
กุ้งฝอยชะมัดเลย
“อาจารย์ครับ ผมเคยพบชาวม้งที่เชียง
ใหม่เขาขายของในไนท์พลาซ่า พูดภาษาเมืองได้
แล้วผมก็ถามราคาด้วยภาษากรุงเทพฯ เขาก็
พูดตอบได้พอเข้าใจกัน แต่เสียงเท่านั้นที่เพี้ยน
ประวิตรถามอีก
“ชอบค่ะ แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ที่
สนใจการเรียนมากกว่าชาวเขาเผ่าอื่นนะ คงเป็น
เพราะว่าพวกนี้มีนิสัยเป็นพ่อค้า
จึงมีนิสัย
กระตือรือร้นสนใจใคร่รู้ก็ได้ หรืออาจคิดว่าการ
เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมีประโยชน์ใน
การปรับตัวให้เข้ากับผู้ที่ตนจะต้องไปติดต่อค้า
ขายด้วยก็เป็นไปได้นะ”
“มิน่า ชาวม้งจึงพูดคำเมืองเก่งกว่า
พวกเรา” น.ส.สุเมธินีเสริม
“อยู่ในเขตภาคเหนือ ก็ต้องพัฒนาตน
เองให้เข้ากับชาวภาคเหนือ อย่างที่อาจารย์
อธิบายช้า ไม่น่าสงสัยหรอกฮ่าคุณสุเมธินีช้า”
น.ส.โยธินี ตอบด้วยเสียงที่ดัดให้อ่อน
หวาน ฉันทั้งขำทั้งหมั่นไส้ในท่าค้อนควักอย่าง
กระชดกระช้อยของเขา
“ฉันก็ไม่ได้สงสัยนะฮ้า
เพียงปรารภ
เท่านั้นฮ่า”
ไป” ประวิตร หนุ่มน้อยร่างเล็กเอ่ยเป็นเชิงปรารภ
น้าน้อยก็ยกมือปางห้ามญาติ พร้อมกับ
ปรับสภาพให้เข้ากับทุกสังคมที่ตนอยู่ ชาวม้ง
ประวิตรยกมือ จะถามอะไรครูต่อคะ”
เป็นคนค้าขายเก่งกว่าชาวเขาเผ่าอื่น รองจาก
“อาจารย์ครับ ผมสงสัยที่อาจารย์บอกว่า
“คนเรานะเมื่ออยู่ที่ไหนก็ต้องพยายาม พูดว่า “เอาละ พอจ้ะ พอทั้งคู่นั่นแหละนั่งลง
พวกฮ่อ ดังนั้นเมื่อต้องเจรจาค้าขาย ก็ต้อง ชาวม้งเป็นคนรักถิ่น แต่เขาก็ขายของในตลาด
เรียนรู้ภาษาไปด้วยในตัว ชาวม้งที่อาศัยอยู่ทาง ไนท์พลาซ่านครับ ค่ำมืดดึกดื่นก็ยังขายอยู่
เหนือของประเทศไทยจึงต้องพูดหรือยืมภาษา เขาจะกลับถิ่นบนเขาได้ยังไงครับ”
ไทยทางภาคเหนือใช้ในการเจรจาค้าขายกันค่ะ”
เมื่อไม่มีใครแย้ง น้าน้อยจึงพูดต่อ
“อือ...ก็จริงอย่างที่ประวิตรว่านั่นแหละ
ขายของจนดึกดื่นจะกลับบ้านได้ยังไง? จริงๆ
“เดี๋ยวนี้นะ ก็ ๑๐ กว่าปีมาแล้ว ที่ทาง แล้วพวกที่มาขายของ เขาก็จะเช่าห้องพักใน
การให้ความเอาใจใส่ต่อพวกชาวเขามากขึ้นด้วย เมืองนะ แต่ก็ผลัดกันคืนสู่เหย้า ครูเคยถาม
การจัดการเรียนการสอนให้ชาวเขาเผ่าต่างๆ ชาวม้งที่ขายของในไนท์พลาซ่าว่า ทำไมเพื่อน
เริ่มด้วยตำรวจชายแดนเป็นครูผู้สอนในท้องถิ่น ไม่มาขายของอีกละวันนี้ เขาก็ตอบครูว่าเพื่อน
กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๓๗ ๕๗