ข้อความต้นฉบับในหน้า
ของคู่โลก
ต่อจากหน้า ๓๗
ฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือลาภ ยศ สรรเสริญ
สุข ไม่ยึดติด หลงระเริง มัวเมา มี
มานะหรือได้ปลื้มจนลืมตัวไปกับสิ่งเหล่า
นั้นและเมื่อถึงคราวได้รับโลกธรรมฝ่าย
เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ได้ยาก
จิตก็ไม่หวั่น และเมื่อใดที่ได้ลาภ ได้ยศ
ได้สรรเสริญ เป็นสุขสมหวัง จิตก็ไม่ไหว
ธรรมกาย และทำพระนิพพานให้แจ้ง
ไตรลักษณ์ที่ว่านี้คือ สามัญ
ลักษณะ อันเป็นลักษณะประจำของ
ไม่ลืมตัว จนแสดงอาการที่ไม่เหมาะ ทุกสรรพสิ่งในโลก ซึ่งมีอยู่เหมือนกัน
สมออกมา
หมด ๓ ประการ ได้แก่
๑.อนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่หยุด
อยู่กับที่ มีความแปรปรวนไปตลอด
ส่วนผู้ที่ถูกโลกธรรมครอบงำ
มากก็หวั่นไหวได้ง่าย เมื่อถึงคราวสม
หวังได้ของถูกใจ ก็จะแสดงอาการถึง เวลา
โลดดีอกดีใจ หรือหัวเราะเสียงดัง
๒. ทุกขัง ความเป็นทุกข์ หมาย
อย่างลืมตัว และเมื่อถึงคราวผิดหวัง ถึง การคงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
เสียใจ ก็จะตีโพยตีพาย ตีอกชกตัว
ร่ำไห้ออกมาได้ไม่อายใคร
เรื่องของโลกธรรมนี่เป็นเรื่อง
ใหญ่ และเอาชนะได้ยาก อย่างที่กล่าว
ไว้แต่แรกว่า นี่คือของคู่โลก เป็นสิ่งที่
ครองโลก และครอบงำจิตใจผู้คนมา
โดยตลอด
ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา
๓.อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน คือ
ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง จะยึดมั่นเอาเป็น
ตัวตนไม่ได้ บังคับบัญชาก็ไม่ได้ ทุก
อย่างเป็นเพียงการประชุมแห่งธาตุที่
ประกอบกันขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น พอ
ธาตุต่างๆ แตกสลายไปก็ไม่เหลืออะไร
ภูมิคุ้มกันที่จะช่วยให้เราได้รับ ที่เป็นตัวตน
ความปลอดภัย ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ผู้ที่เข้าใจโลก มองเห็นไตร
ก็คือต้องศึกษาในเรื่องของไตรลักษณ์ ลักษณ์ ก็จะรู้จักวางใจเป็นกลาง มิได้
ให้เข้าใจ ต้องปฏิบัติภาวนาให้เป็น หลงยินดีพอใจในเมื่อได้รับโลกธรรม
๙๐ กันยายน ๒๕๓๙ กัลยาณมิตร
อนิฏฐารมณ์ คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ
ถูกนินทาหรือประสบทุกข์ ก็จะรู้จัก
วางใจเป็นกลางได้เช่นกัน ไม่ยินร้าย
ต่อสิ่งเหล่านั้น ด้วยมีสติคิดได้ว่า สิ่งที่
เกิดนี้เป็นธรรมดา ไม่นานก็จะต้องแปร
เปลี่ยนไป ไม่จำเป็นต้องเสียอกเสียใจ
ตีโพยตีพายไปจนเกินเหตุ
สําหรับการเจริญสมาธิภาวนา
จนใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ได้เห็นธรรม
กาย ได้เห็นพระนิพพานซึ่งเป็นธรรม
ขันธ์อันอยู่พ้นจากกฎของไตรลักษณ์
มีลักษณะเป็นนิจจัง เป็นสุขขัง เป็น
อัตตา เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยน
แปลง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
เป็นตัวตนที่แท้จริง
บังคับได้ดังใจ
ปรารถนา เมื่อเห็นของจริงของแท้อย่าง
นี้แล้ว จึงเป็นเหตุให้ไม่ใยดีในโลกธรรม
ไม่ขุ่นมัว ไม่หลงใหล ไม่หวั่นไหวใน
โลกธรรม ซึ่งเป็นของปลอม ของไม่
เที่ยง เพราะยังอยู่ในกฎของไตรลักษณ์
เป็นอันว่า ถ้าเห็นธรรมกายชัด
แจ๋วได้เมื่อใด ก็จะได้รู้ได้เห็นกันเสียที
ว่า ของคู่โลกน่ะไม่ใช่ของของเรา แม้
จะได้มาแต่ไม่ช้าก็ต้องคืนกลับให้โลก
เขาไป ส่วนของจริงของแท้น่ะมีอยู่แล้ว
ในตัว ไม่ต้องมัวเสียเวลาไปตระเวน
ค้นหาที่ไหนเสียให้ยาก
เพียงแต่รู้จักทำใจหยุด ทำใจ
นิ่งอยู่ภายใน ของจริงก็จะมาเอง