ข้อความต้นฉบับในหน้า
น้ำตาของน้องสาวในห้องอาหารเหือดแห้งไปนานแล้ว
แต่เรื่องราวของแม่กลับยังวิ่งวนอยู่ในสำนึกของเรา....ผู้เขียน
นี่กระมัง ที่เป็นต้นเหตุให้เราถามแม่เสมอว่า “แม่ขา...
น้ำตาของแม่มาจากไหน”
มาถึงตรงนี้ ขณะนี้ เราได้รู้แล้วว่า น้ำตาของแม่มา
จากความไม่เข้าใจ ไม่รู้แจ้งในความเป็นจริงที่เป็นของจริงๆ
ในชีวิต แม่ไม่รู้เลยว่าแม่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ หรือครอบ
ครองใครทั้งสิ้น ไม่ว่าคนนั้นจะรักแม่ และแม่รัก หรือแม้
กระทั่งคนที่แม่เป็นผู้ให้ลมหายใจก็ตาม เพราะมนุษย์มีสิทธิ์
ในชีวิตของตน ทุกสิ่งที่แม่ได้มานั้น ได้มาเพื่อเสียไป ได้พบ
เพื่อจากกัน ไม่มีใครอาจครอบครองใครได้ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งเรื่องของใจ
และยิ่งกว่านั้น แม่ไม่เคยได้เรียนรู้เลยว่า ชีวิตที่แม่
เป็นเจ้าของอยู่นี้ มีไว้ทำอะไร แม่หลงไปคิดว่าชีวิตคือความ
รัก ชีวิตคือครอบครัว ชีวิตคือการหาทรัพย์ ชีวิตคือความ
มีชัย ชีวิตคือการได้มา ตลอดเวลา....ในทุกๆ วันของแม่ จึง
มีแต่เรื่องของการทำงาน ทำมาหากิน มีแต่เรื่องของความ
น้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนา มีแต่ความปรารถนาจะมั่งคั่ง
มั่นคงให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
แม่สู้ แม่เป็นนักสู้ผู้ไม่ท้อถอยคนหนึ่ง แม้จะสู้อย่าง
น้ำตาเปื้อนหน้า แม่ก็ไม่ย่อท้อ
แต่อนิจจา! แม่สู้กับสิ่งที่แม่ไม่อาจบังคับได้ แม่สู้กับ
สิ่งนอกกาย แม่สู้กับสิ่งที่แม่ไม่มีวันได้รับ เป็นไปได้หรือไม่
ว่า แม่ลืมนึกถึงความตายที่กำลังมุ่งหน้าเดินเข้าหาแม่อย่าง
ไม่หยุดยั้ง หรือแม่ไม่รู้ ไม่มีใครบอกแม่ว่า เมื่อถึงเวลานั้น
เวลาของความตาย...แม่จะไม่มีสมบัติ และไม่มีใครสักคนที่
บอกว่ารักแม่นักหนาติดตามแม่ไปด้วย
น่าสงสารจริงๆ ที่ไม่เคยมีใครบอกแม่เลยว่า ทุกสิ่ง
ทุกอย่างมีบุญเท่านั้นเป็นต้นเหตุ ไม่มีใครบอกแม่เลยจริงๆ
ว่า บุญที่เป็นเหตุแห่งความดีสารพันนั้นอยู่ที่กึ่งกลางกาย
ไม่มีใครบอกแม่เลยว่า “ใจ” ของแม่ อยู่ที่ตัวแม่เอง ไม่ได้
แขวนลอยอยู่กับพ่อ อยู่กับลูกๆ หรือกับใครคนนั้น ชีวิต
ของแม่ทุกวันจึงต้องเหนื่อยหนักหนา ต้องมีชีวิตเคล้ากันไป
ระหว่างน้ำตากับรอยยิ้ม....ที่ไม่เคยจีรังยั่งยืน
จำได้ดีว่า ยิ้มของแม่มักมีอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวน้ำตาก็
พาลเกเรเข้ามาหาเสียแล้ว ความหวังในแววตาของแม่จึง
วางเอาไว้กับลูก ๆ ลูกที่แม่ผูกพัน ลูกที่ผลักดันให้แม่ทำทุก
อย่าง จนกระทั่งลืมตัวของตัวเอง
แล้วแม่ก็ตายจากพวกเราไป อย่างไม่มีอะไรติดตัว
ไปเลยไม่ว่าจะเป็นทรัพย์ที่แม่พยายามจะไขว่คว้าหามาให้ลูกๆ
หรือบุญ แม่มีบุญติดตัวไปเพียงน้อยนิด เพราะแม่แยกแยะ
ไม่เป็นว่าอย่างไหนเรียกว่า “ทาน” และอะไรที่ถือว่าเป็น “บุญ”
สำคัญคือ แม่ไม่รู้จักศูนย์กลางกาย ไม่มีใครสอนแม่
ให้รู้เห็นหนทางสายนี้ แม่จึงจากลูกไปอย่างไม่มีอะไรจริงๆ
มาถึงวันนี้...วันที่ลูกของแม่รู้จักศูนย์กลางกาย ที่ทำ
ให้เข้าใจว่าชีวิตคืออะไร บุญอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรถึงจะ
ได้บุญเป็นทุนติดตัวไปวันข้างหน้า ภพข้างหน้าให้มากที่สุด
เท่าที่จะมากได้ และทำอย่างไรถึงเผื่อแผ่บุญนี้ข้ามท้องฟ้า
ไปให้ถึงใจแม่
วันนี้ ป่านนี้ แม่คงมี “บุญ” พอใช้ เพราะลูกส่งให้
แม่อยู่เสมอไม่ขาดสาย
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ มิใช่เพื่อปรารถนาสาธยาย
เรื่องราวของแม่ของตัวเอง แต่เป็นเพราะต้องการให้ลูกทุก
คนแนะนำแม่ของตนให้รู้จักที่ตั้งของ “บุญ” ให้รู้จักศูนย์
กลางกายกลาง แม่จะได้ไม่เหนื่อยเปล่ากับการที่ต้องเลี้ยงดู
เรามาจนเติบใหญ่ และเพราะอยากจะเตือน “คุณพ่อ คุณแม่”
ทั้งหลายให้ตระหนักว่า ต้นเหตุแห่งความสำเร็จในทุกเรื่อง ๆ
โดยเฉพาะเรื่องของการเลี้ยงดูลูกนั้น อยู่ที่ "บุญ" ของตัว
เองและตัวลูก ให้ตระหนักให้จงได้ว่า “ลูก” มีสิทธิ์ในลม
หายใจของเขาเอง สิ่งที่เราควรให้ มิใช่จะเป็นแต่เรื่องของ
ความรู้และโภคทรัพย์
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องสอนให้ลูกรู้ถึงที่ตั้งที่อยู่
ของเหตุแห่งความสุข ความสำเร็จ ที่ตั้งที่อยู่ของความอยู่
รอดปลอดภัย เพื่อเขาจะได้รู้รักษาตัวรอด และสร้างประ
โยชน์อย่างแท้จริงให้กับตัวเองได้
เพลง “ชั่วฟ้าดินสลาย” ในห้องอาหาร จึงเป็นเหตุให้
ต้องนำเรื่องของแม่ทั้งหมดนี้ขึ้นมาเขียน เพราะอยากจะให้
ผู้เป็นลูกอีกหลาย ๆ คนได้รู้ว่า ควรจะกลับไปหาพ่อแม่ของ
คน แล้วรีบแนะนำท่านให้รู้จักศูนย์กลางกาย
ก่อนที่ท่านจะจากเราไป อย่างไม่มีอะไรติดตัวไป
เป็นต้นทุน!
กัลยาณมิตร
๔๕
มีนาคม ๒๕๕๘