ข้อความต้นฉบับในหน้า
เชื่อว่าเป็นศิริมงคลแก่ผู้นอนและเจ้าของบ้านเป็น
อย่างยิ่ง”
มัยคะ”
“ก็ ๓-๔ วันแหละค่ะ รอให้ญาติพี่น้อง
ที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสมาร่วมงานในพิธีด้วยคือ
“น้าคะ เขามีการสวดหน้าศพอย่างเรา ให้พร้อมหน้าพร้อมตากันก่อน จึงจะต่อหีบลง
“มีจะลักขณ์ เราเรียกสวดเตอกีนะ คน
สวดก็เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่เอง ไม่ใช่
นักบวชนะ ผู้สวดเตอก็ได้นั้นมักเป็นผู้สูงอายุ
เสียเป็นส่วนใหญ่ คงยากเหมือนกันจึงมีคน
สวดได้น้อย”
มั้ยคะ”
“เขาสวดทำไมคะอาจารย์ มีความหมาย
“อ๋อ มีซิ พ่อหลวงชาวม้งเคยเล่าให้ครู
โลงจ้ะ”
“อ้า....” พี่นิภาร้องเสียงหลงจนฉันตกใจ
“ตั้งศพไว้เฉยๆ โดยไม่ลงโลงตั้ง ๓-๔
วันเชียวหรือคะ อุดจาดนัยน์ตาแย่เลย”
“อุดจาดนัยน์ตายังไงคะ พี่นิภาขา”
“ก็พุงอืด ตัวบวม งชิคะ คุณกุ้งฝอยจ๋า”
เสียงอ่อนเสียงหวานของพี่นิภา ขัดกับกิริยา
และหน้าตาที่แกล้งทำท่าหลอกยายกุ้งฝอย พอ
สบตาน้าน้อย พี่นิภาก็นั่งเรียบร้อย สีหน้า
ฟังว่า การสวดเตอกีก็เพื่อให้คนตายได้ทราบว่า เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ แต่ซ่อนแววสนุกขบขันในแวว
คนตายไปแล้ว และกำลังจะเดินทางไปหาผี
พ่อแม่ ซึ่งอยู่อีกภพหนึ่งค่ะ”
“อ๋อ...ผีพ่อแม่ที่ให้เด็กเกิด ใช่มั้ยคะ”
“ใช่จ้ะ”
“น้าคะ การสวดพระอภิธรรมหน้าศพ
ของไทย เป็นการสวดเตือนสติคนเป็นให้
ประพฤติดีประพฤติชอบไม่ใช่หรือค่ะ”
“ใช่ซิลักขณ์ โดยยกตัวอย่างสรุปได้ว่า
ชีวิตคนเราสั้นนัก ดังร่างคนตายที่อยู่เบื้องหน้า
ฉะนั้นเร่งทำความดีก่อนตายไงล่ะ”
“อาจารย์ครับ พวกม้งเขาสวดกี่วันครับ”
มีนาคม ๒๕๓๘
ตาไม่มิด ทำเสียงพาชื่อถามว่า
“น้าขา น้าเคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยว
กับงานศพพวกม้งมั้ยคะ”
“เกือบเคยแน่ะ” น้าน้อยตอบด้วยเสียง
กลั้วหัวเราะ แล้วเล่าว่า
“ครั้งหนึ่งนะ เมื่อคราวพานักศึกษาขึ้น
ไปหมู่บ้านม้งใกล้น้ำตกสิริภูมิ อยู่ตรงกึ่งทาง
ขึ้นดอยอินทนนท์ พวกเราขึ้นไปก็เกือบเย็นแล้ว
ได้ยินเสียงแคนเป่าโหยหวน พร้อมกับเสียงกลอง
ที่ไม่หยุด พอดีเจอพ่อหลวงขึ้นมาหาท่าน
มหาถวิล บอกว่าลุงของตนตาย ใคร่จะเชิญ
กัลยาณมิตร
๘๑