ข้อความต้นฉบับในหน้า
งอแงขี้อ้อนคอยตามคุณแม่ตลอดเวลา
ไม่ยอมให้พี่เลี้ยงแตะต้อง แม่พยายาม
เอาใจน้อย เพราะสงสาร กลัวแม่จะไม่
รักไปกว่าน้องในท้อง น้อตไม่รู้เรื่อง
หรอกว่าแม่กำลังมีท้อง ความรู้สึกของ
แม่ต่างหากที่เป็นห่วงน้อย คิดว่าเมื่อ
แม่ต้องไป รพ.คลอดน้อง ใครจะดูแล
ลูกเพราะแม่ไม่ไว้ใจเด็กๆ พี่เลี้ยงหรอก
ปกติแม่ดูแลลูกด้วยตนเองอยู่แล้วตลอด
เวลา มีพี่เลี้ยงคอยดูแลอาบน้ำ ป้อน
ข้าวป้อน น้ำให้ลูกเท่านั้น แต่แม่ก็อยู่
ดูแลใกล้ลูกไม่ห่างสายตา แม่เห็นรถที่
ใช้อยู่ในช่วงนั้น เป็นรถสีเขียวบรอนซ์
ขับพาน้อตไปสมัครที่โรงเรียนอนุบาล
จุไรรัตน์ ในแผนกเด็กเล็ก เห็นน้อต
พยายามอ้อนให้แม่อุ้มหนูให้ได้ ในขณะ
ที่แม่ไม่กล้าอุ้ม เพราะน้อ
รูปร่างอ้วน
ใหญ่ ไหนจะมีน้องอยู่ในท้อง กลัวน้อง
ในท้องจะทานน้ำหนักน้อยที่กดทับไม่ได้
แล้วยังแม่ที่จะเดินไม่ไหวแน่ถ้าต้องอุ้ม
หนู ภาพเป็นฉากๆ ขึ้นมาชัดเจนมาก
โดยแม่ไม่ต้องรอใช้ความคิดรำลึกถึงเลย
เหมือนเรากรอเทปวีดีโอย้อนกลับไปดูอดีตด้วยการ
หยุดนิ่งอย่างเดียว ภาพเกิดเป็นฉาก ๆ มีความรู้
ความเข้าใจในภาพที่เห็น เสมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุ
การณ์นั้นเดี๋ยวนั้น
ความรู้สึกเป็นแม่ในภาพที่ชัดเจน เป็น ได้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย ซึ่ง
ความรู้สึกในขณะนั้นทีเดียว ที่สวม
มารับบริจาคที่คณะฯ บริเวณตึกเคมี
เข้าไปเป็นตนเองในวัย ๓๐ นั้น วิศวะ (Chem-Engineering) ที่นี่พอ
นั่นคือเหตุการณ์สำคัญในวัย ๓๐ บริจาคเสร็จเรียบร้อย ความที่รีบร้อน
ของแม่นะจ๊ะที่มองเห็นในกลาง ส่วน จะไปเรียนให้ทันชั่วโมงเรียน ยังไม่ทัน
ในวัย ๒๕ แม่ขอข้ามไปก่อน ไม่ใช่จำ ได้นั่งพักผ่อนก่อน หลังจากบริจาคโล-
ไม่ได้นะลูก แต่กลัวว่าจะเขียนไม่พอ หิตแล้ว เขาต้องให้เราพักทานโอวัลติน
ในหน้ากระดาษจดหมายที่จำกัดนี้ เอา กับขนมสักพักก่อนจึงค่อยไปเรียน แต่
ไว้แม่เจอลูกแล้วแม่จะเล่าให้ฟังทีหลัง แม่ไม่ทำอย่างนั้น เพราะความห่วงกลัว
เมื่อลูกลงมาจากดอยแล้วยังมีเหตุการณ์ เรียนไม่ทัน พอลุกจากเตียงรับบริจาค
ที่สำคัญๆ ในวัยหรืออายุอื่น ๆ อีกมาก คุณพยาบาลเขาเรียกให้คุณแม่ทานอะไร
มายเช่น เมื่อดูย้อนขึ้นมาที่อายุ ๒๐ ปี ก่อนแล้วนั่งพักสักครู่ค่อยเดินไป แม่
ก็เห็นเป็นภาพคุณแม่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่ง กลับขอตัว รีบเดินปรอไปเลย ลืมว่า
แม่กำลังเรียนอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ ตนเองเพิ่งเสียเลือดไปตั้ง ๒๕๐ ซีซี
จุฬาฯ แม่อยู่ในชุดนิสิต หลังจากที่แม่ พอถึงเดินกึ่งวิ่งข้ามถนนจากตึก Chem
มีนาคม ๒๕๓๘
๘๗
กัลยาณมิตร
En. ข้ามมาหน้าตึกฟิสิกส์เท่านั้นแหละ
แม่รู้สึกใจหวิว ๆ หน้ามืด หูอื้อ ตาลาย
ล้มลงไปทั้งยืนเลย
ตอนล้มก็มองเห็นตัวเองค่อยๆ
ล้มทั้งยืน แม่ไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือ
สะเทือนเลย เหมือนตัวแม่เบาๆ ไม่มี
น้ำหนัก ไม่มีความรู้สึก แต่ยังมองเห็น
ตัวเองล้มได้เหมือนกัน ต่อจากนั้นก็มี
เพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง ซึ่งเดินอยู่บริเวณ
นั้นและเห็นแม่ล้ม เขาวิ่งมาช่วยกันหิ้ว
ปีกแม่ขึ้นรถไปส่งที่ตึกพยาบาลฝั่งตรง
ข้ามมหาวิทยาลัย มีแพทย์เวรอยู่พอดี
คางแม่แตกเป็นแผลตอนล้มลงฟาดกับ
พื้น หมอเย็บให้สด ๆ เลย หมอบอก
แม่ว่าไม่ฉีดยาชาให้นะเดี๋ยวแผลไม่สวย