ข้อความต้นฉบับในหน้า
ปล่อยใจนิ่งๆ
ให้เป็นไปอย่าง
สบาย ๆ เดี๋ยวก็
เกิดดวงสว่าง
ใสเย็นปรากฏ
ขึ้นมาเป็นท่อ
เป็นลำสว่าง
กับการนินทาสรรเสริญของผู้คน ทำดีก็เสมอตัว
ทำผิดก็ไม่มีใครให้อภัย” คิดอย่างนี้แล้วก็นึกปลง
อยากลาออกไปเลย
ยิ่งนึกถึงเวลาในการปฏิบัติธรรมของตัวเอง
พิจารณ์ก็เลยชวนไปวัด จริงๆ แล้วที่นั่งธรรมะใน ก็ปล่อยใจไป
ช่วงเวลานั้นก็นั่งที่บ้าน และที่ทำงานมาตลอด ยัง
ไม่เคยไปนั่งที่วัดเลย ที่ผ่านมานั้นก็จะฟังเทปน้ำ
ตามท่อความ
นั่งสมาธิของหลวงพ่อเป็นครูคอยชี้แนะ ในวันนั้น สว่างใสนั้น
แล้วก็ใจหาย เพราะขาดการปฏิบัติธรรมไปนานถึง เป็นครั้งแรกที่พี่พิจารณ์พาไปนั่งสมาธิที่วัด พาไป ไปเรื่อย ๆ
6 เดือน นึกกังวลไปล่วงหน้าว่าธรรมะจะเหมือน
กราบพระประธานในโบสถ์ แล้วก็นั่งธรรมะไป ก็
เดิมหรือเปล่า ยิ่งคิดอย่างนี้ก็ตัดสินใจลาออกจาก ยังรู้สึกไม่พอใจเพราะยังไม่เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ
งานไปเด็ดขาดไปเลย ช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะได้ทุ่ม ขึ้นมาเลย ได้แต่เข้ากลางทบทวนของเก่า
ไปกับการฝึกสมาธิอย่างเต็มที่”
ก็มานั่งพิจารณาว่า ทำไมธรรมะเราไม่ก้าว
เมื่อมีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น
กขึ้น คุณอร
หน้า เป็นเพราะว่าเราเครียด เราลุ้นเราเร่งมาก
พรรณก็ทุ่มเวลาให้กับการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ เกินไป เกินระดับพอดีของใจ เราจึงติด ก็เริ่มต้น
ประสบการณ์ภายในที่ได้รับก็ยังคงเหมือนเดิม คือ ใหม่ ปล่อยใจนิ่ง ๆ ให้เป็นไปอย่างสบาย ๆ เดี๋ยวก็
ปล่อยใจไปตามกระแสแรงดึงดูดจากความสว่าง เกิดดวงสว่างใสเย็นปรากฏขึ้นมาเป็นท่อเป็นลำสว่าง
ในท่อกลม ใส ลงไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ไม่เคยมี ก็ปล่อยใจไปตามท่อความสว่างใสนั้นไปเรื่อย ๆ”
ใครมาชี้แนะในเรื่องของการปฏิบัติธรรมให้ก้าวหน้า
ขึ้นไปกว่านี้ จึงไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไปอีก
หยุดเป็นตัวสําเร็จ
“ในระหว่างที่ประสบการณ์ภายในเกิดขึ้น ตั้งแต่นั่งธรรมะมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ ถึงปี
ช้าๆ อย่างนี้ ทำให้เราเข้าใจว่าธรรมะของเราไม่ พ.ศ.๒๕๓๖ ในขณะนั้นรู้สึกได้ทันทีว่าประสบการณ์
ก้าวหน้า อยากให้มีใครสักคนมาชี้แนะมาต่อธรรมะ ภายในมาหยุดอยู่ที่จุดๆ หนึ่งโดยที่เราก็ไม่ทราบ
ให้ ก็ได้แต่โทรศัพท์ไปเล่าให้พี่พิจารณ์ฟัง พี่ ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป พี่พิจารณ์อีกนั่นแหละ
๖๗
มีนาคม ๒๕๓๘
กัลยาณมิตร