ข้อความต้นฉบับในหน้า
สามเณรโส -
กุฏิกัณณะ
หน่อเนื้อสมณ
ศากยบุตรที่นั่ง
เคียงข้างพระ-
อุปัชฌาย์ งดงาม
เปล่งประกายสุก
ใส ประหนึ่ง ดวง
ดาราโคจรพ้น
เมฆาไปเคียงคู่
จันทราในฟากฟ้า
ฉะนั้น
“พระอาจารย์ขอรับ
กว่า
กระผมจะอุปสมบทได้ จะต้องมี
พระภิกษุที่รูปล่ะขอรับ” โสณะเรียน
ถามด้วยความใคร่รู้
“๑๐ รูป โสณะ” พระอาจารย์
กล่าวตอบก่อนจะอธิบายต่อไปด้วย
ความเมตตา
“พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ
ที่ยังมีอายุน้อย ไม่ครบยี่สิบปี เช่น
เดียวกับสามเณร
ส่วนพิธีการบวชก็มีแตกต่าง
กันเป็น ๓ อย่างคือ ในระยะแรกที่
เริ่มมีพระสงฆ์ พระบรมศาสดา
ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์เอง ทรงเรียก
การบวชนี้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา"
ต่อมาเมื่อพระสงฆ์สาวกออก
ไว้ว่า กุลบุตรที่จะมาอุปสมบทเป็น ไปประกาศพระศาสนาตามพุทธ
พระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้ จะ บัญชาตามหัวเมืองต่างๆ เมื่อมีผู้
ต้องผ่านที่ประชุมทำอุปสมบทกรรม เลื่อมใสศรัทธาต้องการจะบวชเป็น
จากพระภิกษุอย่างน้อย ๑๐ รูป จึง พระภิกษุ พระสาวกที่ออกไปประ
จะได้ชื่อว่าเป็นพระภิกษุที่บวชมา กาศพระศาสนานั้นจะต้องนำผู้ใคร่
อย่างถูกต้องด้วยธรรมวินัย” บวชไปเข้าเฝ้าพระศาสดา เพื่อให้
ก่อนที่โสณกุฏิกัณณะจะได้ พระองค์ทรงประทานอุปสมบทให้
บรรพชาเป็นสามเณร ก็ได้เรียนรู้ถึง จึงเป็นความลำบากทั้งพระสาวกและ
ความเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา ผู้มุ่งจะบวช
พระศาสดาจึงทรง
ซึ่งมีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน คือ ภิกษุ
ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร และ
สามเณรี
พระกรุณาอนุญาตให้พระสาวกเป็น
อุปัชฌาย์ได้ โดยทรงบัญญัติพิธี
ภิกษุ คือ พระผู้ชาย
ภิกษุณี คือ พระผู้หญิง
สิกขมานา คือนักบวชผู้หญิง
ที่กำลังฝึกฝนอบรมตนเพื่อจะบวช
เป็นภิกษุณี อยู่ในลำดับขั้นที่ประ
พฤติธรรมสูงกว่าสามเณรและสาม
เณรี
สามเณร คือนักบวชผู้ชายที่
ยังมีอายุน้อย ไม่ครบยี่สิบปี หรือ
เป็นนักบวชผู้ชายที่ยังไม่ได้รับการ
อุปสมบทเป็นพระภิกษุ (เช่นกรณี
ของท่านโสณกุฏิกัณณะ)
สามเณรี คือนักบวชผู้หญิง
บวชสําหรับพระสาวกใช้ เรียกว่า
"ติสรณคมนูปสัมปทา"
เมื่อพระพุทธศาสนาแผ่ขยาย
พระ-
ออกไปกว้างไกลมากยิ่งขึ้น
ศาสดาทรงเห็นอำนาจหมู่คณะ
สำคัญในการบริหาร จึงทรงบัญญัติ
มอบอำนาจการบวชให้แก่พระสงฆ์
เป็นมติของสงฆ์ ทรงจำกัดจำนวน
พระสงฆ์ ๑๐ รูปขึ้นไป ในการ
ประชุมทำสังฆกรรมให้อุปสมบท
แก่กุลบุตรได้ พิธีนี้เรียกว่า “ญัตติ
จตุตถกรรม” เป็นพิธีสงฆ์ที่จัดทำ
กันสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
เมื่อทรงบัญญัติพิธีบวชแบบ
กัลยาณมิตร
coo
มีนาคม ๒๕๑๘