การปฏิบัติธรรมตามเส้นทางสายกลาง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2540 ฉบับที่ 2 หน้า 47
หน้าที่ 47 / 152

สรุปเนื้อหา

หย่อนเกินไป ตึงเกินไปและพิณที่ตั้งสายไว้อย่างพอดี พระ องค์จึงทรงพระดำริว่า ทางที่หย่อนเกินไปหรือดึงเกินไป ไม่ ใช่ทางหลุดพ้น ทางหลุดพ้นต้องเป็นทางที่พอดี เป็นกลางๆ เรามาเริ่มศึกษากันตรงนี้ ตรงที่พระสิทธัตถราชฯ กุมารในขณะที่เสด็จออกผนวชแล้ว ได้เริ่มตั้งแนวคิดใหม่ว่า ทางหลุดพ้นต้องเป็นทางสายกลาง ไม่ทิ้งไป และก็ไม่หย่อนไป พระองค์ทรงทำอย่างไว้บ้าง หลังจากที่มีพระดำริอย่างนี้แล้ว พระองค์ทรงนำบริขารที่พอจะนำไปภิกขาจารได้บ้าง ทรงพระดำเนินไป เพื่อรับกัดตาหารมาบำรุงพระวรกายให้ สมบูรณ์ ในวันตรัสรู้ พระองค์ทรงรับข้าวมธุปายาส ซึ่งเป็น ข้าวปรุงรสที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาหารอย่างดียิ่ง จาก นางสุชาดา เสวยบำรุงพระสรีระดีแล้ว พระวรกายมีความ สดชื่นสมบูรณ์ และหลังจากทรงรับท้อนหซ้ำจากพราหมณ์ ผู้หนึ่งมายลาดภายใต้

หัวข้อประเด็น

- การปฏิบัติธรรมตามเส้นทางสายกลาง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

หย่อนเกินไป ตึงเกินไปและพิณที่ตั้งสายไว้อย่างพอดี พระ องค์จึงทรงพระดำริว่า ทางที่หย่อนเกินไปหรือดึงเกินไป ไม่ ใช่ทางหลุดพ้น ทางหลุดพ้นต้องเป็นทางที่พอดี เป็นกลางๆ เรามาเริ่มศึกษากันตรงนี้ ตรงที่พระสิทธัตถราชฯ กุมารในขณะที่เสด็จออกผนวชแล้ว ได้เริ่มตั้งแนวคิดใหม่ว่า ทางหลุดพ้นต้องเป็นทางสายกลาง ไม่ทิ้งไป และก็ไม่หย่อนไป พระองค์ทรงทำอย่างไว้บ้าง หลังจากที่มีพระดำริอย่างนี้แล้ว พระองค์ทรงนำบริขารที่พอจะนำไปภิกขาจารได้บ้าง ทรงพระดำเนินไป เพื่อรับกัดตาหารมาบำรุงพระวรกายให้ สมบูรณ์ ในวันตรัสรู้ พระองค์ทรงรับข้าวมธุปายาส ซึ่งเป็น ข้าวปรุงรสที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาหารอย่างดียิ่ง จาก นางสุชาดา เสวยบำรุงพระสรีระดีแล้ว พระวรกายมีความ สดชื่นสมบูรณ์ และหลังจากทรงรับท้อนหซ้ำจากพราหมณ์ ผู้หนึ่งมายลาดภายใต้โคนไม้ศรีมหาโพธิ์แล้ว พระองค์ประ ทับนั่งขัดสมาธิคู่บัลลังก์ ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า “แม้เลือดและเนื้อจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที หากไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ แล้ว จะไม่ลุกจากที่นี้เป็นเด็ดขาด” หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงดำเนินจิต สกใจของท่าน ไปจนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวใน ตอนนี้โม่พบรายละเอียดบอกถึงวิธีการปฏิบัติในการฝึกใจของ พระองค์ตามเส้นทางสายกลางว่าทรงทำอย่างไร เราจะหยุดประวัติของพระผู้เป็นนาถะของโลกไว้เพียง เท่านี้ก่อน คงค้างเพียงความสงสัยว่า การสกใจไปตามเส้น ทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทานั้นพระองค์ทรงทำอย่างไร เรามาเริ่มศึกษาประวัติชีวิตของบุคคลผู้ดำเนินรอยตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีนามว่า พระมงคลเทพมุนิ หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กันบ้าง หลวงพ่อเกิดในตระกูลพ่อค้า ได้ตั้งจิตอธิษฐานจะ ออกบวชตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี และได้บวชครองผ้ากาสาวพัสตร์ เมื่ออายุได้ย่างเข้า ๒๒ ปี หลังจากบวชแล้วก็เรียนปฏิบัติ กับพระอาจารย์ตามสำนักต่าง จนเป็นที่รับรองของอาจารย์ ว่าร่ำเรียนได้เท่าอาจารย์แล้ว แต่ท่านยังไม่พอใจในความรู้ ที่มีอยู่ จนกระทั่งในพรรษาที่ ๑๒ ของการบวชของท่าน ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๑๐ ปี พ.ศ.๒๔๖๐ ที่อุโบสถวัดโบสถ์ (บน) ต.บางคูเวียง จ.นนทบุรี หลวงพ่อได้บรรลุธรรม ในวันนั้นเวลาเช้า หลังจากที่ท่านฉันเช้าแล้วก็ได้ ปรารภความเพียรด้วยการนั่งสมาธิ ในหนังสือ “เดินไป ความสุข” ของมูลนิธิธรรมกาย ได้บรรยายเหตุการณ์ในวัน นั้นไว้ว่า “ขณะนั้นประมาณเวลา 6 โมงเช้าเศษ! ภิกษุสด เริ่มทำความเพียรทางใจ หลับคาภาวนา “สัมมาอะระหัง เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพิ่มความเป็นเหน็บและปวดเมื่อย ขึ้นมาทีละน้อย! ขั้นหนักเข้า จนมีความรู้ดีกว่า กระดูก ทุกขั้นส่วนเริ่มเขม็งเกลียวลั่นกรอบ แทบจะระเบิดหลุดออก มาเป็นขั้นๆ เพราะความเมื่อย ความกระวนกระวายใจเริ่ม ตามมา “เอ.....แต่ก่อนเราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย พอตั้งสัจจะ ลงไปว่า ถ้ากลองเพลไม่ดังจะไม่ลุกจากที่ เหตุใดมันจึงเพิ่ม ความกระวนกระวายใจมากมายอย่างนี้ ผิดกว่าครั้งก่อนๆ ที่นั่งภาวนา เมื่อไหร่หนอกลองเพลจึงจะดังสักที” หลายครั้ง คิดไปจิตก็ยิ่งแกว่งชัดส่ายหนักเข้า เกือบจะลุกนั่งกึ แค่เมื่อได้ตั้งสัจจะลงไปแล้วจะแท้ไม่ได้ เมื่อกาย ไม่สงบ จิตใจจะไปสงบได้อย่างไร ในที่สุดก็อดทนนั่งต่อไป ใจเริ่มค่อยสงบทีละน้อย เพราะไม่แวบไปเกาะที่ปวดเมื่อย “ช่างมันปะไร มันเป็นเรื่องของสังขาร” ในที่สุดใจก็หยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริ สุท ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจ สบายอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยหายไปไหนไม่ทราบ ก็พอดีกลองเพลดังกังวานขั้น ดวยผล หลวงพ่อผ่านการบำเพ็ญเพียรในตอนเช้า การปฏิบัติที่ได้เช้าถึงดวงใสบริสุทธิ์ติดอยู่ที่กลางกาย ทำให้ มีความสุข อิ่มเอิบใจ แม้เวลาฉันภัตตาหารเพลก็ยังเห็น ฉัน ไปก็ยิ้มไป จนเพื่อนภิกษุถามว่า “ท่านสด ทำไมวันนี้ท่านจึงฉันจังหัน (อาหาร) ไปยิ้ม ไป ท่านยิ้มกับผู้ใดหรือ “เปล่าหรอกท่าน ผมกำลังระลึกถึงคุณของพระบรม ศาสดาของเรา เลยอดที่จะยิ้มปีติโสมนัสใจไม่ได้” “ท่านสดนับว่าเป็นผู้ไม่ประมาท แม้แต่ฉันจังหันยัง ภาวนาระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดาเป็นพุทธานุสติ หาก พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ คงจะต้องตรัสสรรเสริญท่านท่าม กลางพระขีณาสพทั้งหลายเป็นแน่” เพื่อนภิกษุของท่าน กล่าวชื่นชมเช่นนั้น กัลยาณมิตร กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ๔๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More