ข้อความต้นฉบับในหน้า
แลว”
จะได้ภาวนาอโหสิกรรมให้แก่กัน จึง กันไป เหมือนคนผูกเวรกัน เวรย่อมไม่สิ้นสุด
ถือเป็นประเพณีเรื่อยมา เดี๋ยวนี้ในกรุงเทพฯไม่ ลงได้ การที่ผู้ใหญ่ท่านไม่ให้ต่อไฟกัน เท่ากับ
นิยมจุดพลุกันแล้วยกเว้นงานพระราชทานเพลิง
ศพวีรชนเท่านั้น ส่วนการจุดไฟพะเนียงคงมุ่ง
ชี้ทางแห่งการระงับเวร
การน้าผ้าขาวคลุมโลงมาโยนข้ามไฟกัน
เพื่อให้ดูสวยงามมากกว่า อนึ่งสมัยก่อนเขา ไปมาสามครั้ง แสดงถึงชีวิตคนเรามักจะช้าม
เผาศพกันในป่าตอนเย็นพลบค่ำ คงเพื่อให้ดู หรือเผชิญกับของร้อนอยู่เสมอนั่นคือราคะโทสะ
สว่างไสว ไม่วังเวงน่ากลัวขณะที่กำลังรอให้ไฟ โมหะ เราจะพ้นสิ่งเหล่านี้ได้ จะต้องข้ามด้วย
โหมแรงเพื่อเผาศพให้มอดใหม่ พอดึกก็ราไฟ ธรรมะอันเป็นไปในทางบริสุทธิ์ คือ พระอริย
หุ้น ปล่อยให้ศพค่อยๆ มรรคอริยผล และพระนิพพาน
มอดไหมไปเอง เช้าวันรุ่งขึ้นจึงจะมาเก็บอัฐิกัน
โดยชักปืนออก ๓
ต่อไป
แปลก สนธิรักษ์ (๒๕๐๖? : ๑๓๕-๒๓๓)
การชักไฟสามต้น แสดงว่า ราคะ โทสะ
โมหะ เป็นของร้อนเปรียบเสมือนไม้ เมื่อ
๓ ดุน เมอ
ละตัวราคะ โทสะ โมหะเสียได้แล้ว เราจะได้
ได้อธิบายปัญหาธรรมเกี่ยวกับพิธีก่อนเผาศพ รับความสุข ปราศจากเครื่องร้อนทั้งปวง อนึ่ง
และพิธีเผาศพ สรุปได้ดังนี้
การที่ใช้มีดตัดเชือกหรือด้ายตราสังที่
ผูกขัดศพออกนั้น มีดเปรียบได้ดังควงปัญญา
ด้ายได้แก่ โลภ โกรธ หลง ซึ่งต้องตัดด้วยควง
ปัญญาจึงจะขาดได้
การชักฟิน ๓ หุ้นออก ถือเป็นสัญญาณให้ผู้ไป
ร่วมงานเผาศพกลับบ้านได้ ผู้เขียนคิดว่าเพราะ
ดึกมากแล้ว สมควรกลับบ้าน ไม่ว่า เป็นต้อง
คอยเก็บอัฐิกลางคืน จึงราไฟ กันไฟไหม้ป่า
มากกวา เพราะแต่ก่อนมักเผาศพในป่า แม้
การที่นิมนต์พระมาชักมหาบังสุกุล ก็ ทุกวันนี้ในชนบทก็ยังเผาศพที่ชายป่ากันอยู่
เพื่อให้ท่านมาปลงกรรมฐาน และรับผ้านั้นเป็น
ไทยทาน จัดเป็นกุศลส่วนหนึ่ง
การเวียนเชิงตะกอนสามรอบนั้น แปล
ความได้ว่า เมื่อแรกเกิดนั้นเป็นเด็ก ต่อมาถึง
คราวเป็นหนุ่มเป็นลาว แล้วก็แปรผันเป็นวัยชรา
อันได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นการเตือน
สติผู้อยู่ว่า เกิดมาเป็นทุกข์ไม่มีอะไรแน่นอน
จะได้คิดถึงตัว บำเพ็ญกุศล เพื่อให้หลุดพ้น
จากการเวียนว่ายตายเกิด หรือถ้าเกิดใหม่จะ
ได้เกิดในภพในชาติที่ดีกว่าเดิม
เพราะชาวบ้านไม่นิยมสร้างเชิงตะกอนถาวรใน
วัด คงเป็นด้วยบ้านผู้คนอยู่ติดกับวัด การเผา
ยังใช้ระบบเก่าคือใช้ฟัน และศพที่ถูกเผามัก
เป็นศพที่ยังสดๆ อยู่ เพิ่งตายไม่กี่วัน จึงมี
ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและชี้เถ้ารบกวนชาวบ้าน
มาก อนึ่ง เชิงตะกอนยังเป็นแบบเก่าอยู่ ไม่ได้
เป็นเคาเผามิดชิดอย่างที่เราเคยเห็นในกรุงเทพฯ
ดังนั้นเวลาเผาศพ ผู้ไปร่วมงานเผาศพจะเห็น
อิริยาบถของศพถูกเผาทุกขั้นตอน ดังที่ผู้เขียน
ได้เคยพบเห็นเมื่อต้นปี ๒๕๓๕ นี้เอง ที่ริมทาง
การที่ใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ เป็น (ชายป่า) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
ปัญหาธรรมว่า สิ่งสะอาดย่อมชำระสิ่งโสโครก ถ้าน่าศพมาเผาในวัดที่มีเชิงตะกอนแบบเก่า
ได้อันใด กุศลธรรมย่อมล้างอกุศลกรรมได้อัน ผู้มาวัดก็ดี ผู้ต้องผ่านวัดก็ดี จะต้องพบเห็น
นั้น (ผู้เขียนคิดว่าการใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้า ภาพอุจาดตาเกี่ยวกับศพ ซึ่งไม่น่าทัศนาอย่าง
ศพ มีส่วนช่วยให้ติดไฟง่ายด้วยในน้ำมะพร้าว
มีไขมันในตัวอยู่แล้ว)
การห้ามต่อไฟเผากันนั้น เพราะถือว่า
ไฟเป็นของร้อน ถ้าต่อกันก็ติดเนือง ๆ สืบต่อ
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐
ยิง
การล้างหน้าและอาบน้ำหลังกลับจาก
งานศพนั้น เท่ากับเป็นการรักษาอนามัยที่ดีที่
ถูกต้องอย่างยิ่ง ถ้ายกขึ้นสู่ปัญหาธรรม ก็คือ
0 กัลยาณมิตร