ข้อความต้นฉบับในหน้า
ly
และผู้ที่ไม่พูดเท็จได้ซื้อว่าให้ความจริงใจเป็นมหาทาน
มหาทานทั้งสี่ประการนี้จะยังดำรงอยู่ตราบเท่าที่สติ
สัมปชัญญะยังสมบูรณ์ ถ้าสติสัมปชัญญะเสียไปแล้ว ก็คง
เลิกให้กัน พร้อมจะเป็นอันตรายต่อทุกคนเมื่อไรก็ได้
สติสัมปชัญญะมีศัตรูตัวฉกาจอยู่คือเหล้า เบียร์ รวม
ทั้งยาเสพติดให้โทษทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเพื่อรักษามหา
ทานของเราเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อชีวิตของ
เรา ใครๆ ก็ต้องไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยาเสพลิด นี้คือที่มา
ของศีลข้อที่ ๕ พระห้ามใช่ไหม ไม่ใช่ เป็นเรื่องที่เราต้อง
ห้ามตัวเอง พระมาเตือนสติเท่านั้นเอง
๕หลาย
ยังมีเรื่องน่าคิดอย่างหนึ่งในเรื่องของศีลข้อที่ ๕๖
คนก็จะบอกว่าศีลข้อที่ ๕ ห้ามแต่เหล้า บุหรี่ไม่เกี่ยว เฮโร
อื่นไม่เกี่ยว กัญชาไม่เกี่ยว ยาน้าไม่เกี่ยว ก็ต้องบอกว่าล้า
ว่าโดยพยัญชนะ โดยลายลักษณ์อักษร ศีลข้อที่ ๕ ควบคุม
เฉพาะพวกเหล้าพวกเบียร์เท่านั้น แต่ถ้าโดยเจตนา ศีลช้อ
๕ ห้ามหมด ยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ไม่ว่าบุหรี่ ยาบ้า
ล่น เฮโรอีน ห้ามหมด นั้นโดยเจตนารมณ์ของศีลข้อที่ ๕
เพราะฉะนั้นพอมาถึงตอนนี้ เราพอสรุปได้ว่าบุญบาป เกิด
ขึ้นได้อย่างไร
เหตุเกิดของบุญและบาป
0. การฆ่า การลัก การประพฤติผิดในกาม การพูด
เท็จ การดื่มสุรายาเมา ทั้งหมดนี่ที่เราว่าก่อให้เกิดบาป แท้
ที่จริงล้าอีกความหมายหนึ่ง เราก็บอกว่าการไม่ควบคุมกาย
ปล่อยให้เอาร่างกายนี้ไปทำความเดือดร้อนแก่ตัวเองก็ตาม
แก่ผู้อื่นก็ตามเป็นบาป บาปประเภทนี้เกิดจากการไม่ควบ
คุมกาย
๒. บาปที่เกิดจากการไม่ควบคุมวาจา ในศีลข้อที่ ๔
ไม่ควบคุมวาจา ส่วนเรื่องการดื่มสุรายาเมา เป็นการไม่
ควบคุมทางกาย แต่ผลไปออกที่ใจ ทั้งหมดนี้บาปจะเกิดต่อ
เมื่อคนเราไม่ควบคุมกาย วาจา ใจ ปล่อยให้กาย วาจา ใจ
ทำลายตนเองบ้างคนอื่นบ้าง ล้วนก่อให้เกิดบาปทั้งสิ้น
เราต้องสรุปเป็นประเด็นทุ ให้ชัด เวลาลูกศิษย์ถาม
จะได้ตอบได้อย่างชัดเจน อย่าเอาร่างกาย อย่าเอาคำพูด
อย่าเอาจิตใจไปทำร้ายใคร ถ้าเธอเอาร่างกายของเธอ เอา
ค่า
พูดของเธอ เอาความคิดจิตใจของเธอไปว่า ร้ายคนอื่น
หรือท่า ร้ายตัวเองบาปทั้งนั้น แค่คิดจะฆ่าตัวเองก็บาป คิด
ทำลายทรัพย์สินสิ่งของที่ตัวเองหาได้มา ก็จัดว่าเป็นบาป
ประเภทหนึ่ง แต่ยังไม่หนักเท่ากับไปทำลายทรัพย์สินคนอื่น
บุญเกิดจากการใช้กาย วาจา ใจไปประกอบคุณงาม
ความดีทั้งหลายให้เกิดแก่ตนเองและผู้อื่น ถ้าอยู่เฉยๆ
บุญก็เกิดไม่ได้ บาปก็เกิดไม่ได้ แล้วเมื่อไม่ทำทั้งบุญไม่ทำ
ทั้งบาป อยู่เฉยๆ หนักเช้าพอมีอะไรกระทบ อีกหน่อยก็จะ
ไม่มีแรงต้านทาน และมักจะพลาดพลั้งเผลอไปกระทำบาป
เข้าง่ายๆ เหมือนคนที่ไปยืนอยู่กลางกระแสน้ำเชียว ทีแรก
ยืนอยู่ได้ หนักเข้าหนักเข้าเดี๋ยวก็หนาวตะคริวกินแล้วมัน
ก็ไหลตามน้ำไปเอง
ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าจึงตรัสว่าบัณฑิต
ทั้งหลาย เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นบุญ สิ่งใดเป็นบาป ก็เร่งที่จะ
ละบาป บำเพ็ญบุญให้เต็มที่ เพราะเมื่อท่า บุญเต็มที่ใจก็จะ
ได้คุ้นอยู่กับบุญ ก็จะไม่มีโอกาสไปทำบาป แต่ว่าถ้าเฉยทุ
ไม่คุ้นกับบุญ อีกหน่อยจะคุ้นกับบาปแทน พระดำรัสของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบทหนึ่งที่ว่า คนชั่วท่า ชั่วได้ง่าย ทำดี
ได้ยาก แต่คนดีทำดีได้ง่าย ทำชั่วได้ยาก เพราะฉะนั้นพอ
ใครชวนทำ บุญ ฉันทำ บุญไม่ค่อยเป็นกับเขาหรอก ฟังแล้ว
เรารู้เลยว่าเป็นคนประเภทไหน นี่เพราะเขาไม่ค่อยคุ้นกับ
บุญเลย คงจะคุ้นกับอย่างอื่นแทน คนดีทำดีได้ง่าย ทำชั่ว
ได้ยาก คนชั่วทำชั่วได้ง่าย ทำดีได้ยาก การแบ่งประเภท
คนจากความคุ้น เป็นแบบนี้
อ่านต่อฉบับหน้า
กัลยาณมิตร
๖๘
กุมภาพนธ 10๕๔๐