ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่ทรงตั้งพระทัยสร้างส่วนพระองค์หนึ่งองค์ มา
ยกเลิกการสร้างพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลก็เมื่อ
รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริไว้ก่อนสวรรคตว่า
ห้ามมิให้พระมหากษัตริย์พระองค์ใดสร้างพระเจดีย์
ประจำรัชกาลอีก เพื่อป้องกันไม่ให้วัดโพธิ์คับแคบ
เกินไปนั่นเอง ส่วนพระมหาเจดีย์ ๔ องค์นั้นให้
ถือว่าพระมหากษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์เคยทันเห็น
หน้ากันทุกพระองค์ ฉะนั้นพระมหาเจดีย์ควรอยู่
ด้วยกัน
ส่วนพระระเบียงที่ล้อมพระมหาเจดีย์นั้น
ทำถึง ๓ ครั้ง ครั้งแรกพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าฯ ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญ์ฯ
เสร็จเรียบร้อยแล้ว ครั้งที่สองก็เมื่อรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้ปฏิสังขรณ์
วัดโพธิ์เป็นการใหญ่ ได้ซ่อมพระมหาเจดีย์องค์
เดิมเสียใหม่ และประดับกระเบื้องเคลือบสีเขียว
ในคราวเดียวกันนี้โปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์อีก ๒
องค์อยู่เกือบชิดกัน ทางทิศเหนือองค์หนึ่งและ
ทิศใต้อีกองค์หนึ่ง จึงจำต้องรื้อพระระเบียงเดิม
ออกไป ๓ ด้าน แล้วก่อใหม่ให้โอบล้อมพระ
๔
มหาเจดีย์ทั้งสาม ครั้งสุดท้ายก็สมัยรัชกาลที่ ๔
โปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์ประจำพระองค์ก็ประ
ดิษฐานอยู่ตรงกับองค์กลางของรัชกาลที่ 9 แต่
ออกมาทางตะวันตก จึงโปรดให้ต่อพระระเบียง
หักมุมออกมาทิศทางเดียวกับพระมหาเจดีย์ที่ทรง
สร้างใหม่ จึงไปกินแนวศาลา ๔ ทิศที่ล้อม
พระมณฑป แต่เฉพาะศาลาทิศตะวันออกเท่านั้นนะ
จึงโปรดให้รื้อศาลาทิศนั้นออก แล้วแปลงเป็น
พระวิหารขนาดย่อม ๆ ต่อเชื่อมกับพระระเบียง
ที่ต่อใหม่ เรียกกันว่า พระวิหารขาว ดังได้เคย
เล่าให้ฟังมาแล้วข้างต้น ถ้าเบญจ์ยังงงก็ขอให้
ย้อนกลับไปอ่านตรงนั้นใหม่นะจ๊ะ
ส่วนทางตะวันออกของพระมหาเจดีย์
ยังมีกำแพงแก้วกรูด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวขุ่น ๆ
ที่เรียกว่า “สีอ่อน” กั้นเขตระหว่างพระมหาเจดีย์
กับเขตพระวิหารคด พระวิหารทิศและพระอุโบสถ
ตรงกำแพงแก้วมี ๔ ประตู เขาทำเป็นซุ้มทรงฝรั่ง
ฉันชอบใจก็ตรงซุ้มเหนือช่องทางเข้าออก มีลาย
ปูนปั้นเป็นลายดอกไม้ มีช่อ มีใบ ประดับด้วย
กระเบื้องถ้วยเคลือบสีต่าง ๆ นอกประตูตั้งตุ๊กตา
ขุนนางจีนทำด้วยหินสีเทาอมเขียวประตูละคู่ หน้า
ตาไม่เหมือนกัน แต่งตัวและถืออาวุธก็ต่างกันด้วย
ไม่รู้ว่ายศสูงแค่ไหน แต่ที่เหมือนกันก็คือหน้าดูทั้งนั้น
ตาก็ถลนน่ากลัวมากกว่า ฉันไม่ชอบมาวัดโพธิ์
ตอนเย็น ๆ ก็เพราะเหตุนี้แหละ เดี๋ยวพวก
ตุ๊กตาเหล่านี้มีชีวิตเดินได้ละก็ยุ่งกันใหญ่ วิ่งขา
หลุดแน่เลย ยังมีพระเจดีย์อีกแยะ ล้วนแต่บรรจุ
อัฐิ เวลาลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ๆ เหมือนมีใคร
มาสัมผัส มันเย็น ๆ พิลึก บรื้อ... พูดแล้วขนลุก
ตรงแนวกำแพงแก้วนะจ๊ะเบญจ์ มีศาลา
ที่น่าสนใจอยู่ ๒ ศาลาจ้ะ ซึ่งมีเฉลียงรอบตัว
ตรงกลางมีกำแพงผนังไปตามยาวต่อกับกำแพงแก้ว
เลยทำให้เกิดเป็นศาลา ๒ ด้าน คือ ด้านใน
และด้านนอกของศาลาเดียวกัน ศาลาทั้งสอง
น่าสนใจมาก ตรงที่มีภาพเขียน พี่นิภาบ่นพึมงำ
ว่า เสียดายภาพวาดจังเลย โธ่ มันน่าเสียดาย
จริง ๆ เลยนะ นับวันก็ยิ่งจางหายไป ท่านพระ
ครูสุนทรโฆษิตได้กรุณาอธิบายว่า
ลวดลายฐานพระมหาเจดีย์ที่สร้างสมัยรัชกาลที่ ๓
ผนังใหญ่
๖๔ ก ล ย า ณ ม ต ร