ข้อความต้นฉบับในหน้า
ใ
นสมัยพุทธกาล แม้เมื่อพระสัมมาสัม
พุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ก็ได้มีการ
ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ไว้กราบไหว้บูชา
แทนองค์ท่านแล้ว ซึ่งเรื่องการปลูกต้น
ศรีมหาโพธิ์ก็มีที่มา คือ
ณ เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ที่ที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักประทับสั่งสอนธรรมแก่
พระภิกษุ และมหาชนอยู่เสมอ ๆ นั้น บางครั้ง
พระองค์ก็เสด็จไปยังตำบลอื่น ๆ ด้วย ทำให้ผู้ที่มา
กราบไหว้ไม่พบพระองค์ จึงนำดอกไม้และของหอม
วางบูชาไว้ที่หน้าพระคันธกุฎี ซึ่งเป็นที่ประทับ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ปรึกษากับพระ
อานนท์เถระว่า น่าจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าเจดีย์
ไว้ให้ประชาชนกราบไหว้แทนพระเมื่อพระพุทธองค์ไม่อยู่
พระอานนท์เถระได้นำเรื่องนี้ไปกราบขอค่า
ปรึกษา และขออนุญาตทำเจดีย์ไว้บูชา พระพุทธองค์
จึงทรงให้ปลูก “ต้นโพธิ์” เพราะถือว่าเป็นต้นไม้ที่
เนื่องด้วยการตรัสรู้ของพระองค์
พระอานนท์ได้เชิญชวนพระเจ้าโกศล อนาถ
บิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกา และมหาชน
ให้มาร่วมในพิธีปลูกต้นโพธิ์นี้ด้วย
พระมหาโมคคัลลาน์ผู้มีฤทธิ์ได้เหาะขึ้นไป
นำเมล็ดโพธิ์สุกที่หลุดร่วงจากขั้วแต่ยังไม่ถึงพื้นดิน
โดยนำจีวรรองรับแล้วนำมามอบให้พระอานนท์
อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้นำเชือกตมที่มีกลิ่น
หอมห่อหุ้มเมล็ดโพธิ์แล้วช่วยกันกลบฝังลงในดิน ใน
บัดดลนั้นเอง เมล็ดโพธิ์ได้งอกลำต้นใหญ่ประมาณ
ท่อนแขน สูง ๕๐ ศอก แตกกิ่งก้านสาขา ๕ กิ่ง ๆ
ละ ๕๐ ศอก แผ่ไปในทิศทั้งสี่ และเบื้องบน ให้เงา
ร่มเย็นไปทั่ว ยังความมหัศจรรย์ในอานุภาพแก่ทุกคน
ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก
พระเจ้าอโศกทรงให้นำอ่างทองคำและอ่างเงิน
ประดับด้วยดอกบัวเขียว
ตั้งเป็นแถวแวดล้อมต้น
มหาโพธิ์เพื่อบูชา แล้วทรงให้สร้างแท่นด้วยแก้วเจ็ด
ประการ ทรงสร้างกำแพงล้อมรอบ พร้อมด้วยซุ้ม
ประตู จากนั้นพระอานนท์ได้อาราธนาให้พระพุทธองค์
ทรงประทับนั่งสมาธิที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ ๑ คืน แล้วทรง
แนะนำให้พระเจ้าโกศลทำการฉลองต้นโพธิ์
พระภิกษุทั้งหลายต่างแสดงความชื่นชม
พระอานนท์ที่ได้ปลูกต้นมหาโพธิ์อันถือเป็นเจดียสถาน
เพื่อระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัม
พุทธเจ้าทรงทราบดังนั้น จึงตรัสว่า มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น
ที่พระอานนท์ได้สร้างเจดียสถาน แม้ในอดีตกาล
ชาติก่อนโน้น พระอานนท์ก็ได้เคยสร้างมาแล้ว จากนั้น
ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่าให้ฟังดังนี้
"
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้ากาลิงคราช
เสวยราชสมบัติอยู่ในทันตปุระนคร แคว้นกาลิงคะ
พระองค์มีพระราชโอรสสองพระองค์ คือมหากาลิงคะ
และจุลลกาลิงคะ โหรหลวงทำนายว่า องค์พี่ คือ
มหากาลิงคะจะได้ครองราชสมบัติเมื่อพระราชบิดา
ล่วงลับไปแล้ว ส่วนองค์น้องจักบวชเป็นฤาษี แต่
โอรสขององค์น้องจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ต่อมาเมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้ว
มหากาลิงคะได้ครองราชสมบัติสืบแทนดังคำทำนาย
ส่วนจุลลกาลิงคะน้องชายเป็นอุปราช จุลลกาลิงคะ
ถือว่าลูกจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จึงมักแสดง
อาการกระด้างกระเดื่องต่อพี่ชายผู้เป็นกษัตริย์เสมอ
จนกระทั่งพระเจ้ามหากาลิงคะสุดจะอดทนได้ จึง
ให้จับน้องชายมาลงโทษ อำมาตย์ผู้หนึ่งได้กราบทูล
ให้อุปราชทรงทราบเพื่อจะได้เสด็จหนีไป ก่อนจาก
ไปอุปราชจึงได้มอบของสามอย่างให้อำมาตย์ไว้ คือ
พระราชสัญจกร (ตราประจำพระองค์) ผ้ากัมพล
เนื้อละเอียดสำหรับกษัตริย์และราชวงศ์ชั้นสูง และ
พระขรรค์ แล้วตรัสว่าให้เก็บไว้มอบให้แก่ราชบุตร
ของตน จากนั้นจึงเข้าป่าไปบวชเป็นฤาษี
2
ณ แคว้นมัททราช พระอัครมเหสีทรง
ประสูติพระราชธิดา โหรทำนายว่าพระธิดาจะเที่ยว
ขอทานเลี้ยงชีพ แต่โอรสของพระธิดาจะได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ
ข่าวการทํานายทายทักพระธิดาได้ทราบไปยัง
พระราชาเมืองต่าง ๆ จึงพากันมาล้อมพระนครเพื่อ
สู่ขอพระราชธิดา พระเจ้ามัททราชทรงลำบากพระทัย
ไม่อาจจะตัดสินให้ใครได้ ทั้งยังเกรงว่าหากทรงรีรอ
ไม่ยกให้ใครก็อาจจะมีการลักพาตัวพระธิดา หรือมี
การลอบทำร้ายพระธิดาก็เป็นได้ พระองค์พร้อม
๑๐๐ ก ล ย า น ม ต ร