การปฏิวัติความเชื่อของพราหมณ์ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 6 หน้า 61
หน้าที่ 61 / 112

สรุปเนื้อหา

เป็นหนึ่งก็เท่ากับว่าปรัชญาของพราหมณ์นี้ได้ปฏิวัติ ตนเองไปในทางปฏิเสธเทพ เครื่องมือสื่อสารของ มนุษย์ต่อ "พระเจ้าองค์ใหม่” หรือพรหมก็ไม่ ต้องอาศัยการบูชายันต์ แต่อาศัยการทำความดี มีคุณธรรมและการสละอกุศลกรรมต่าง ๆ ให้ หมดเสีย หลวงวิจิตรได้อ้างแนวคิดของศาสตราจารย์ ฝรั่งที่เชื่อว่าลัทธิในยุคอุปนิษัทนี้ มีเหตุผลทำให้ เชื่อได้ว่า พวกพราหมณ์ได้พยายามทำลาย เทพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงให้หมดไป จึงเหลือ พรหมไว้เป็นหนึ่ง แต่ในสมัยโบราณนั้นการเข้า หาพรหมเป็นเรื่องยาก ต่อมาลัทธิพราหมณ์จึง จ๋าต้องหันกลับมาสร้างเทพเจ้าและปล่อยให้มี การบูชาเทพเจ้าต่อไป เพราะมหาชนนิยม สรุปได้ว่าพวกพราหมณ์ยุคแรกที่เคร่งใน ลัทธิจริง ๆ นั้นมีจิตสำนึกในการปฏิรูปความเชื่อ เก่า ๆ เช่นกัน แต่การปฏิบัติในขั้นต่อมามิได้พบ กับความสำเร็จ ควา

หัวข้อประเด็น

- การปฏิวัติความเชื่อของพราหมณ์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เป็นหนึ่งก็เท่ากับว่าปรัชญาของพราหมณ์นี้ได้ปฏิวัติ ตนเองไปในทางปฏิเสธเทพ เครื่องมือสื่อสารของ มนุษย์ต่อ "พระเจ้าองค์ใหม่” หรือพรหมก็ไม่ ต้องอาศัยการบูชายันต์ แต่อาศัยการทำความดี มีคุณธรรมและการสละอกุศลกรรมต่าง ๆ ให้ หมดเสีย หลวงวิจิตรได้อ้างแนวคิดของศาสตราจารย์ ฝรั่งที่เชื่อว่าลัทธิในยุคอุปนิษัทนี้ มีเหตุผลทำให้ เชื่อได้ว่า พวกพราหมณ์ได้พยายามทำลาย เทพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงให้หมดไป จึงเหลือ พรหมไว้เป็นหนึ่ง แต่ในสมัยโบราณนั้นการเข้า หาพรหมเป็นเรื่องยาก ต่อมาลัทธิพราหมณ์จึง จ๋าต้องหันกลับมาสร้างเทพเจ้าและปล่อยให้มี การบูชาเทพเจ้าต่อไป เพราะมหาชนนิยม สรุปได้ว่าพวกพราหมณ์ยุคแรกที่เคร่งใน ลัทธิจริง ๆ นั้นมีจิตสำนึกในการปฏิรูปความเชื่อ เก่า ๆ เช่นกัน แต่การปฏิบัติในขั้นต่อมามิได้พบ กับความสำเร็จ ความเชื่อซึ่งเป็นปรัชญาและ ลัทธิปฏิบัติที่สูงส่ง จึงต้องมีวิวัฒนาการประยุกต์ ต่อกระแสความคิดบูชาอีกต่อไป พราหมณ์รุ่นหลังก็ยังยึด “พรหม” หรือ “อาตมัน” ว่าเป็นเสมือนพระเจ้าองค์ใหม่แต่เป็นพระเจ้าที่สูงสุด เมื่อกล่าวถึงความพยายามในการเข้าถึง อย่างน้อย "พรหม” ของเหล่าพราหมณ์แล้ว เราน่าศึกษา ถึงมรรควิธีในการแสวงหาของพวกสำนักพราหมณ์ เพราะมรรควิธีเป็นหนทางในการ เหล่านี้ด้วย เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา วิธีการของพราหมณ์มีอยู่สองวิธีใหญ่ ๆ คือการทำตบะกับการทำโยคะ ทั้งสองวิธีนี้เป็น ผลผลิตจากความเชื่อในความสามารถของปัจเจก บุคคลที่จะเข้าถึงอาตมัน การทำตบะหมายถึง การบำเพ็ญภายะให้เกิดทุกขเวทนา ด้วยเชื่อว่า ร่างกายเป็นรองรับรู้กิเลสและความชั่วร้าย เมื่อ ทรมานกายไปมาก ๆ แล้วจะได้ไล่ความชั่วร้าย นั้นให้พ้นออกจากร่างได้ และเมื่อร่างบริสุทธิ์แล้ว จิตก็จะบริสุทธิ์จนเข้าถึงอาตมันได้ ส่วนวิธีโยคะ เป็นหนทางตรงกันข้าม คือมุ่งโดยตรงต่อการทำ จิตใจให้สะอาด โดยทำกายให้สบายที่สุด สำนัก นี้เชื่อว่ากายกับจิตบริสุทธิ์ไปพร้อม ๆ กัน หนทาง ของโยคะมี ๔ ประการคือ ๑. ยมะ หมายถึงการงดเว้นการเกี่ยวรั้ง ๒. นิยมะ หมายถึงการยึดถือปฏิบัติ ๓. อาสนะ หมายถึงคำสอนว่าด้วยวิธีนั่ง เพ่งจิต ๔. ปราณายามะ หมายถึงวิธีว่าด้วยการ ผ่อนหายใจ ๕. ปรัตยาหาระ หมายถึงการสลัดอารมณ์ 5. ฌาน หมายถึงการเพ่ง ๗. ธารณะ หมายถึงการรักษาสิ่งที่เพ่งไว้ ๔. สมาธิ หมายถึงการตั้งจิตไว้ให้แน่วแน่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการบำเพ็ญตบะหรือวิธี บำเพ็ญโยคะก็ล้วนในการมุ่งให้จิตใจเป็นที่รวม แห่งความสงบทั้งนั้น ความสงบย่อมมาจากการ ตัดภาวะจิตออกจากภาวะแวดล้อมนอกกายดังเช่น กฤษณะกล่าวต่ออรชุนว่า ความรู้สึกร้อนหรือหนาว เจ็บปวดหรือความสบาย เกิดขึ้นก็เพราะโสตสัมผัส ได้รับรู้ต่อสั่งภายนอก ทุก ๆ สิ่งเกิดขึ้นแล้วก็จะจากไปเอง ...จิตที่สงบยอมรับความเจ็บปวด และความสบายที่สมดุลกัน และความสมดุล ม 20 ความเจ็บก็ไม่มี ความสบายก็ไม่มี อรชุนถามกฤษณะว่าเหตุใดมนุษย์จึง ลด ประกอบการชั่ว แม้ว่าความชั่วนั้นขัดต่อความ ต้องการของเขาเอง กฤษณะจึงว่ากิเลสได้บดบัง อาตมันเสียหมดสิ้น ประหนึ่ง “ควันซ่อนไฟ "ฝุ่นบังกระจก" ศัตรูของมนุษย์ที่ร้ายที่สุดคือกิเลส และจิต ความรู้สึกสัมผัสล้วนเป็นเชื้อเพลิงที่ดีต่อ กิเลสให้ลุกโชติช่วงบดบังความสงบของอาตมัน ภควัทคีตายังอธิบายถึงการสร้างวรรณะขึ้น ๔ วรรณะคือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์และศูทร พื้นฐานที่กำหนดมนุษย์ให้อยู่ในวรรณะคือ “กรรม” ที่มนุษย์เองก่อขึ้น กรรมที่ต่าง 1 กันนี้ส่งเสริม ให้ฐานะของมนุษย์ต่างกัน เนื่องจากจิตใจเป็น ก ล ย า ณ ม ต ร ๕๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More