ข้อความต้นฉบับในหน้า
เรื่องสำคัญที่จะเข้าถึงอาตมัน ดังนั้นผู้มีจิตใจ
เจริญจึงมีโอกาสมากกว่าพวกวรรณะต่าง ๆ นั้น
คือการเข้าถึงส่วนลึกของจิตใจที่มีวิญญาณจะ
เข้าถึงพระเจ้า
ถ้ามองสภาพแวดล้อมทางสังคม-การเมือง และ
เศรษฐกิจแล้วเราก็จะพบว่า คุณภาพของวรรณะสูง
ปลอดจากการลงแรงงาน พวกต่ำสุดมีสภาพ
ลักษณะของความเชื่อในสี่ประเด็นนี้
ปรากฏอยู่ในแนวคิดทางปรัชญาศาสนาด้วยกัน
ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พราหมณ์ อิสลาม หรือเต่า
ชีวิตต้องยากลำบากเหมือนกับว่ายังเป็นสัตว์ชั้นต่ำ
ลักษณะของแนวปรัชญานี้เมื่อประยุกต์
อยู่ โอกาสของพวกวรรณะต่ำที่จะขึ้นมาเสมอ
วรรณะสูงในทางโลกนั้นไม่มีแน่ ส่วนในทางอรูป
เข้ากับมหาชนแล้วเราก็ได้พบว่าความเชื่อเรื่อง
พระเจ้าซึ่งเป็นเอกภาวะสร้างลัทธิปัจเจกนิยมให้
โลกนั้นคนในวรรณะต่ำซึ่งต้องพัวพันอยู่กับกิเลส
กับหมู่ประชาชน โดยวิธีการของศรัทธาความเชื่อ
ทางกายอยู่มากก็จะประกอบกรรมดีอย่างมหาศาล
นี้จึงครอบงำให้ประชาชนยอมรับเงื่อนไขอื่น ๆ ที่
เพื่อที่ในชีวิตหน้าเขาอาจจะได้เลื่อนชั้นวรรณะขึ้น
เกี่ยวพันโดยตรงกับศรัทธาด้วย อาทิ ทฤษฎีการ
พวกที่อยู่ในวรรณะสูงหากทำความชั่วก็ถึงแก่บาป
แบ่งชนชั้นวรรณะ ทฤษฎีทางศาสนาว่ามีชั้นบุคคล
และเมื่อเกิดใหม่ กรรมอันทรามของพวกนี้ก็อาจ
ที่มหาชนควรยอมรับสภาพว่าเป็นตัวแทนจาก
บันดาลให้เกิดมาอยู่ในชีวิตใหม่ที่ต่ำได้ การกำหนด
พระเจ้า
“กรรม” เป็นเครื่องวัดมนุษย์นี้ เนรูห์เรียกว่า
เป็นระบบประชาธิปไตยแบบอภิปรัชญา เกิดขึ้น
ในนามธรรมเท่านั้น
บทเรียนจากปรัชญาศาสนา
ปรัชญาที่เน้นภาวะสูงสุดในการเข้าถึง
สัจธรรมมักมีลัทธิความเชื่อเป็นหลักใหญ่ ๆ อยู่
๔ อย่างคือ
๑.
โลกที่ปรากฏในแง่ของวัตถุ และโลก
ส่วนตัวของปัจเจกชนนั้นเป็นผลผลิตของพระเจ้า
๒. มนุษย์สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้ และ
รับรู้ว่าพระเจ้ามีสภาวะอมตะได้โดยอาศัยเหตุผล
และปัญญา
๓. มนุษย์มีจิตสองสภาวะ คือมีจิตที่เกี่ยว
ข้องโดยตรงกับโลกวัตถุภายนอก และมีจิต
ภายในที่เป็นส่วนลึกสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้
ถ้าเขาต้องการ
๔. เป้าหมายอย่างเดียวของมนุษย์ในโลก
ให้กลายเป็นการบูชา การขอร้องต่อสิ่งที่เป็น
อมนุษย์ทั้งสิ้น
อ่านต่อฉบับหน้า
แม้ว่าในเบื้องต้นของหลักการแล้ว ทฤษฎี
ที่คาบเกี่ยวโดยตรงต่อความเชื่อในแนวทางปรัชญานี้
ดูจะไม่กําหนดเสรีภาพของปัจเจกชนในภูมิปัญญา
แต่ก็กำหนดภาวะแวดล้อมอื่น ๆ ให้มีเงื่อนไข
ไปด้วย ดังเช่นเรื่องที่ว่าด้วยการแบ่งวรรณะ และ
กำหนดหน้าที่ทางสังคม-วัฒนธรรม และการเมือง
ไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทฤษฎีนี้จึงสนับสนุนการ
ปกครองโดยผู้มีอำนาจที่ซื่อสัตย์ต่อศรัทธาใน
พระผู้เป็นเจ้า และถืออภิสิทธิ์ว่าคนส่วนใหญ่ซึ่ง
ทุกข์ยากหรือได้รับการกดขี่ทางวรรณะจำต้องปฏิบัติ
ตนไปตามสภาพโดยไม่ต้องต่อสู้ หรือไม่ต้องคิด
ถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และรู้ถึงฐานอำนาจ
อันแท้จริงของตนเอง ในบั้นปลายแล้วลัทธิและ
ปรัชญาเช่นนี้มีผลปฏิบัติในทางแปรรูปของศรัทธา
..
หลวงวิจิตร อ้างแล้วเล่มเดียวกัน หน้า ๓๒๔
อ้างข้างต้น, หน้า ๓๓๔
Bhagavad-Gita หน้า ๓๖
Bhagavad-Gita หน้า ๔๙
* Jawaharlal Nehru, The Discovery of India.
Anchor Book 1960 p.£&
63
ดูเพิ่มเติมในคำนำของ Aldous Huxley ใน
Bhagavad-Gita ฉบับที่อ้าง หน้า ๑๓
๖๐ ก ล ย า ณ ม ต ร