ข้อความต้นฉบับในหน้า
จึงเป็นไปในรูปแบบของวิชาการล้วน ๆ
นักศึกษาจะต้องมองศาสนาอย่างกลาง ๆ
ถือว่า
ศาสนาและวัฒนธรรมมีขบวน
การ วิวัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลง
อย่างมีกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นของสากล เปลี่ยน
แปลงตามเหตุตามปัจจัยภายในสังคม
นั่น
การเริ่มต้นดิกษาวัฒนธรรมอิน
เดีย แทนที่จะเจาะลึกลงไปในประวัติ
ศาสตร์ และขนบธรรมเนียมประเพณีโดย
ตรงทีเดียว กลับไปเริ่มต้นศึกษากลไกการ
เปลี่ยนแปลงของสังคมอังกฤษเสียก่อน
เพราะเป็นเรื่องที่นักศึกษาส่วนใหญ่คุ้น
เคยประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง
การศึกษาประวัติศาสตร์อินเดียนั้น มี
ปัญหาอยู่มาก เพราะชาวอินเดียก็คล้ายๆ
ชาวไทย คือไม่ค่อยชอบจดบันทึกเหตุ
คือสก็อตแลนด์ ลงมาจรดตอนใต้ของเกาะ
หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้มีอายุไม่
ต่ากว่า ๒,๐๐๐ ปี และบางแห่งตั้ง ๕,๐๐๐
ปี แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของอารย
ธรรมโบราณของโลก ซึ่งสร้างความฉงน
สนเท่ห์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์และนัก
โบราณคดีในยุคสมัยนี้อย่างมากมาย
ลักษณะพิเศษของสิ่งก่อสร้าง
โบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอังกฤษ
คือ การเอาหินมาวางเรียงกัน
เป็นวงกลม วงรี หรือรูปไข่ โดยมี
การวางตำแหน่งและขนาดของหิน
ก้อนต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดรอบคอบ
จำนวนของวงหินเหล่านี้มีบันทึกกัน
ว่า มีอยู่ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ แห่ง บาง
แห่งหินที่น่ามาเรียงเป็นศิลาก้อนมหึมา
แต่ละก้อนมีน้ำหนักหลายสิบตัน และ
การณ์ต่าง ๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังเท่าใดนัก | ถูกลำเลียงมาตั้งจากที่ไกล ๆ วิธีการขน
การค้นคว้าทางประวัติศาสตร์จึงทําด้วย
ความยากลำบากเพราะขาดหลักฐานอ้าง
อิง ซึ่งเมื่อเทียบกับบันทึกทางประวัติ
ศาสตร์ของชาวอังกฤษหรือชาวจีนแล้ว
ต้องถือว่ายังห่างกันไกลมาก สภาพชีวิต
ความเป็นอยู่ โครงสร้างของสังคมของ
ชาวอังกฤษเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้น มี
บันทึกไว้ละเอียดลออ ทำให้เห็นเหตุเห็นผล
และความเป็น “ธรรมดา” ของสังคม
และศาสนาได้ทุกแง่ทุกมุม และสำหรับ
ตัวอาตมาเองนั้นถือว่า เป็นโชคดี
อย่างหนึ่งที่ได้มาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้
และเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการ
ศึกษาพระพุทธศาสนาของเราให้เข้า
ใจมากยิ่งขึ้น
เกาะอังกฤษนี้ เป็นดินแดนแห่ง
อารยธรรมโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์
มีหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏกระจัด
กระจายอยู่ทั่วไป ตั้งแต่เหนือสุดของเกาะ
ส่งหินขนาดยักษ์เหล่านี้มาตั้งเรียงกันได้
อย่างไร ยังเป็นปัญหาที่เป็นที่ถกเถียงกัน
ในปัจจุบัน สิ่งที่น่าสงสัยมากที่สุดก็คือ
ว่า หินเหล่านี้มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร
ทำไมจะต้องลงทุนลงแรงกันมากมายถึง
เพียงนี้ ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากที่
สุดในขณะนี้ก็คือว่า แท่งหินเหล่านี้
เป็นที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์
เพื่อดูการโคจรของดวงดาวและเทพ
วัตถุทั้งหลายในท้องฟ้า ทำให้คน
เหมือนกับอารยธรรมอื่น ๆ คือ ย่อมเสื่อม
สลายไปเมื่อถึงกําหนดเวลาของมัน เมื่อ
กาลเวลาล่วงเลยไปถึงยุคที่อาณาจักรโร
มันเรืองอำนาจ อังกฤษก็ตกอยู่ในครอบ
ครองของพวกโรมัน หลังจากที่พวกโรมัน
เสื่อมอำนาจลงอังกฤษก็แยกเป็นอาณา
จักรเล็ก อาณาจักรน้อย และถูกผู้รุกราน
คือพวกไวกิ้งจากสแกนดิเนเวีย พวก
แ ก อน Sow จากตอนเหนือของเยอร
มัน และพวกเนอร์มัน จากตอนเหนือ
ของฝรั่งเศสเข้าผลัดกันครอบครอง
คริสต์ศาสนาเริ่มเผยแผ่เข้ามาใน
อังกฤษ ตั้งแต่ยุคของอาณาจักรโรมัน
ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากจักรพรรดิโร
มันองค์หนึ่งคือ พระเจ้าคอนสแตนติน
ได้เปลี่ยนมานับถือคริสต์ และได้ทะนุ
บำรุงคริสต์ศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ส่งมิชชัน
นาริออกประกาศศาสนาในประเทศต่าง ๆ
ในยุโรป ซึ่งในสายตาของชาวคริสเตียน
ถือว่า เป็นพวกไม่มีอารยธรรมหรือเรียก
กันว่า พวกแพกัน (Paean) ซึ่งก็คงจะเป็น
ซากวัฒนธรรมเดิมของวัฒนธรรมยุคก่อน
ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของพวกแพกั้น
นี้แตกต่างกันออกไปตามภูมิประเทศ
เป็นพวกที่นับถือผีสางเทวดา พ่อมด
แม่มดหมอผีต่าง ๆ รวมไปถึงเครื่อง
ราง โชคลางทั้งหลาย มีประเพณีวันตรุษ
วันสารทตามฤดูกาลต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพล
อย่างสําคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคน
โดยตรง เพราะสังคมยังเป็นสังคมเกษตร
กรรม พืชผลการเกษตรการปศุสัตว์ขึ้น
อยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาลทั้ง
โบราณในยุคนั้นพยากรณ์การเกิด
สุริยคราสและจันทรคราสได้ถูกต้อง
หรืออาจจะเป็นสถานที่ใช้ประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนาของคนโบราณ
วงหินโบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ
สโตนเฮ้นซ์ (Stonehenge) ซึ่งอยู่ทางตะวัน
วิธีการที่บาทหลวง ใช้เผยแผ่
ตกเฉียงใต้ของอังกฤษใกล้เมือง Salisbury
ศาสนาในยุคนั้นก็คือ การแสดงปาฏิหาริย์
อารยธรรมของชนยุคก่อนประวัติ
ตามแบบอย่างในคัมภีร์ไบเบิล เพื่อแข่ง
สิ้น
ศาสตร์ที่สร้างสถานที่เหล่านี้ขึ้นมา ก็ 1 กับพ่อมดหมอผีทั้งหลาย เพื่อแสดง
Kalyanamitra.org