ข้อความต้นฉบับในหน้า
นั่นเอง”
พอท่านมหาสุพจน์อธิบายจบแล้ว
ก็ถูกสามเณรถามต่อไปอีกว่า
“หลวงพี่ครับ เราจะมีวิธีการแก้
ต่อให้ตัวเราเองและผู้อื่นได้อย่างไร
บ้างครับ?
“การแก้ดื้อในใจของเรามีเพียง
วิธีเดียวคือ หัดเป็นคนว่าง่าย ซึ่งมีวิธี
การฝึกให้เป็นคนว่าง่ายดังนี้
๑. ปวารณาตนให้ผู้อื่นว่ากล่าว
ตักเตือนได้
๒. ฝึกให้มีความเคารพ
๓. ฝึกสมาธิให้มาก (จะได้มี
กำลังใจแก้ไขตนเอง)
๔. หมั่นนึกถึงโทษของการเป็น
คนหัวดื้อว่ายวก
๕. หมั่นนึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า
“ผู้ชี้โทษคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้
ส่วนการแก้ดื้อให้คนอื่นนั้นมี
ด้วยกัน ๓ ขั้น คือ
๑. การว่ากล่าวตักเตือน
๒. การลงโทษให้เข็ดหลาบ
๓. การลงพรหมทัณฑ์ อันเป็น
การลงโทษอย่างหนัก คือหมู่คณะ
ตกลงกันลงโทษผู้ใดผู้หนึ่ง โดยพร้อม
ใจกันไม่พูดด้วย ไม่ว่ากล่าวตักเตือน
ไม่ยอมสั่งสอนหรือเกี่ยวข้องด้วยอีก
ต่อไป
“เรื่องอื่นผมไม่ติดใจสงสัยเท่าใด
นัก แต่การลงพรหมทัณฑ์นี่สิครับ ผมไม่
เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงอยากเรียนถาม
หลวงพี่ว่า ในพระพุทธศาสนาของเรา
เคยมีตัวอย่างของการลงพรหมทัณฑ์บ้าง
หรือไม่ครับ
ท่านมหาสุพจน์หยุดคิดนิดหนึ่ง
แล้วจึงตอบว่า
“มีเหมือนกัน เณรยังจ่าได้หรือไม่
ว่าตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก
บรรพชานั้น มีใครเป็นคนจัดม้ากัณฐกะ
และตามเสด็จด้วย"
"นายฉันนะ ครับหลวงพี่" สามเณร
เพชรตอบอย่างมั่นใจ
“ถูกแล้ว” ท่านมหาสุพจน์ยิ้มอย่าง
พอใจแล้วจึงได้เล่าเรื่องให้ฟังว่า
นายฉันนะ คนนี้แหละต่อมาก็ได้
เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา หลังจากที่
เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
แล้ว แต่เนื่องจากพระฉันนะอวดดื้อถือดี
ว่าตัวเองเป็นคนเก่าใกล้ชิดพระพุทธเจ้า
มาก่อนใครอื่น ใครว่าก็ไม่ฟัง แถมยัง
ยกตัวอ้างกับพระสงฆ์ทั้งหลายว่าตนเอง
มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดมีพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาในโลก ควรที่
ผู้อื่นจะต้องสำนึกในบุญคุณของตน
แม้พระพุทธองค์จะทรงเรียกมาตักเตือน
ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังไม่ดีขึ้น คงยอมเชื่อฟัง
เฉพาะพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว และยัง
ซื้อกับพระเถระรูปอื่นเหมือนเดิม และก่อน
ก็เสียใจถึงกับเป็นลมสลบล้มลงเลย
ทีเดียว และหลังจากนั้นท่านก็สิ้นพยศ
มุ่งทำแต่ความเพียรจนบรรลุเป็นพระ
อรหันต์แล้ว จึงได้กลับบอกพระอานนท์ว่า
ขอให้สงฆ์ทั้งหลายจงยกโทษให้ท่าน
ด้วยเถิด
พระอานนท์จึงได้กล่าวชี้แจงว่า
เมื่อท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลส
แล้ว ก็ถือว่าท่านมิได้มีโทษทัณฑ์อีกต่อไป
เมื่อท่านมหาสุพจน์เล่าเรื่องนี้จบ
ลงแล้ว ก็ได้ย้ำให้เห็นโทษของความเป็น
คนหัวดื้อว่า จะทำให้ตัวเองกลายเป็น
คนโง่ดักดาน เพราะคนดื้อนั้นก็เปรียบ
เสมือนคนเป็นอัมพาต ซึ่งแม้จะมีของ
ดีวางอยู่รอบตัวก็ไม่อาจหยิบฉวยน้ำ
มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ฉันใด
คนหัวดื้อว่ายาก แม้จะมีครู
อาจารย์วิเศษแค่ไหน ก็ไม่สามารถ
ถ่ายทอดเอาวิชา คุณความดี มาใส่
ตัวได้ฉันนั้น ดูอย่างพระฉันนะนี้เป็นต้น
ตอนที่ยังเป็นคนหัวดื้อว่ายากอยู่นั้น ขนาด
พระพุทธเจ้ามาโปรดเองด้วยซ้ำ ก็ยังไม่
สามารถถ่ายทอดคุณธรรมมาใส่ตนเอง
ที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าปรินิพพาน
พระอานนท์ได้กราบทูลถามว่า สงฆ์
ทั้งหลายควรทําอย่างไรดีกับพระฉันนะ
ได้เลย
หัวตื้อรูป น
เพราะว่า “ความดื้อ” เป็นบ่อเกิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสั่งว่า
“อานนท์ พวกเธอควรลงพรหมทัณฑ์
แห่ง “ความโง่”
ฉะนั้นถ้าเลิกซื้อเมื่อไร ก็หาย
โง่เมื่อนั้น
อ่านต่อฉบับหน้า
แก่พระฉันนะ”
ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับ
ขันธปรินิพพานแล้ว พระอานนท์จึงได้นำ
สงฆ์หมู่ใหญ่เข้าไปแจ้งต่อพระฉันนะว่า
บัดนี้คณะสงฆ์ได้มีมติให้ทำการลงพรหม
ทัณฑ์แก่พระฉันนะแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่า
พระฉันนะจะพูดจะทำอะไรก็ตาม
พระภิกษุทั้งหลายจะไม่ยุ่งเกี่ยวหรือ
ตักเตือนสั่งสอนเป็นอันขาด
พอพระฉันนะได้รับฟังเช่นนั้น
Kalyanamitra.org